น้ำมันแพงพ่นพิษ ทำประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า พืชผักอาหารสดอาหารทะเลพาเหรดปรับขึ้นราคาถ้วนหน้าเหตุต้นทุนขนส่ง-เรือประมงพุ่ง คนซื้อเริ่มประหยัด จับจ่ายน้อยลง ส่วนภาคท่องเที่ยวกระทบหนัก ธุรกิจล่องแพซบเซา เหตุคนลดการเดินทาง วอนรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันโดยด่วน หากปล่อยไว้นานอาจแบกรับภาระไม่ไหวหลังจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล (B7) อีกลิตรละ 2.80 บาท มีผลเช้าในวันที่ 5 เม.ย.2569 เป็นการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ปลาย มี.ค.-ปัจจุบัน ทำให้ราคาขายพุ่งที่ลิตรละ 50.54 บาท นอกจากสร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชนแล้ว ยังเกิดผลกระทบตามมา เมื่อสินค้าทั้งอาหารสดอาหารแห้งพากันขึ้นราคา เหตุแบกภาระต้นทุนไม่ไหวรถพุ่มพวงกระอักคนซื้อเดือดร้อนผู้สื่อข่าวรายงานหลังน้ำมันดีเซลปรับราคาไปเมื่อเช้าวันที่ 5 เม.ย.ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถพุ่มพวง หรือ “รถตลาดนัดเคลื่อนที่” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นทันที ทำให้ผู้ค้าหลายรายต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยนางสาวน้ำอ้อย โลหะเวช อายุ 47 ปี เจ้าของรถพุ่มพวง ที่ตระเวนขายของในพื้นที่เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า ประกอบอาชีพนี้มานานกว่า 20 ปี แต่เพิ่งเผชิญปัญหาหนักในช่วงปีนี้ จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปกติเติมน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 500 บาท แต่ปัจจุบันต้องเพิ่มเป็นวันละ 800-1,000 บาท ทั้งที่ระยะทางการขับขี่ยังคงเท่าเดิม นอกจากนี้ สินค้าที่นำมาจำหน่าย โดยเฉพาะอาหารที่บรรจุถุง แม้จะยังคงขายราคาเดิม แต่จำเป็นต้องลดปริมาณลง เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีก อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป สินค้าอาจต้องปรับราคาขึ้นในที่สุด และกระทบกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งนางวันเพ็ญ จำปาศักดิ์ อายุ 63 ปี หนึ่งในลูกค้ารถพุ่มพวง ระบุว่า อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน เพราะหากปล่อยไว้นานกว่านี้ ประชาชนอาจแบกรับภาระไม่ไหวอาหาร–ของสดพาเหรดปรับราคานอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวตระเวนสำรวจบรรยากาศตลาดสดในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา อาทิ ตลาดใหม่แม่กินเฮง ตลาดย่าโม ตลาดหลักเมือง ตลาดหัวรถไฟ ปรากฏว่า สินค้าต่างๆ ผักสดบางชนิด ขึ้นราคาถ้วนหน้า โดยเฉพาะอาหารเช้าอย่างข้าวต้มกุ๊ยเปล่า จากเดิมถุงละ 5 บาท ปรับเป็น 10 บาท ปริมาณเท่าเดิม ข้าวหมู โจ๊ก กวยจั๊บ จากเดิม 25-30 บาท ขยับเป็น 50 บาท อาหารเช้า ไข่ดาว ฮอตดอก ไข่กระทะ จากเดิมชุดละ 30-40 บาท ปรับขึ้นเป็น 50-60 บาท ส่วนอาหารทะเลสดราคาขายเป็นขีด เช่น เนื้อขาปูแกะขีดละ 100 บาท ขึ้นเป็น 120 บาท และสินค้าบางชนิดไม่มีมาจำหน่าย บรรดาพ่อค้าแม่ค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพราะน้ำมันแพง ค่าขนส่งต้องขยับขึ้น รถยนต์ขนส่งอาหารทะเลที่มาส่งแต่เช้ามืด ต้องตีกลับไปรอขึ้นอาหารทะเลแบบวันต่อวัน ต้องปรับเปลี่ยนเป็น 2 วันมาส่งต่อครั้ง เป็นต้นหลังสงกรานต์ราคาสินค้ายิ่งพุ่งเช่นเดียวกับที่ตลาดสดเทศบาล 1 ตลาดใจกลางเมืองนครขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพืชผักขยับขึ้นราคา โดยนางทองหลาง ยอดอ่อน อายุ 54 ปี เจ้าของแผงผัก ระบุว่า ราคาผักในตลาดถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ บางรายการจะขยับขึ้นเล็กน้อย ส่วนผักชี ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท มะละกอจากเดิมเคยอยู่ที่ 200 กว่าบาทต่อ 10 กิโลกรัม ล่าสุดลดลงมาเหลือ 100 บาทต่อ 10 กิโลกรัม ภาพรวมยังไม่มีความน่ากังวลเรื่องราคาสินค้า เนื่องจากยังคงเป็นสินค้าเดิมที่รับเข้ามาจำหน่าย แต่คาดว่าหลังผ่านช่วงเดือนเมษายน โดยเฉพาะหลังเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว อาจเริ่มมีการปรับขึ้นราคาสินค้าบางชนิดตามต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นคนประหยัดทำตลาดสดเงียบเหงาขณะที่ นางสุวิมล สร้อยสุวรรณ อายุ 67 ปี เจ้าของร้านสุวิมลผลไม้ ในตลาดสดเทศบาล 1 กล่าวว่าขณะนี้ราคาผลไม้ในภาพรวมยังมีการปรับขึ้นลงอยู่บ้างตามภาวะตลาด ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและส่วนใหญ่ยังยืนราคาใกล้เคียงเดิม แต่มีคิดเพิ่มคือค่าขนส่งเฉลี่ยกล่องละ 50 บาท และคิดว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ราคาผลไม้บางช่วงมีทั้งปรับขึ้นและทรงตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยจากตลาดในแต่ละช่วงเวลา เช่น ชมพู่ จากเดิมกิโลกรัมละ 120 บาท ปรับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ขณะที่ผลไม้บางชนิด ราคาปรับลดลงไม่มากเช่นกัน แต่ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ราคาสินค้ายังไม่ขยับขึ้นมากนัก ส่วนบรรยากาศการซื้อขายในตลาดจะคึกคักเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น หลังจากนั้นค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเทียบกับช่วงปกติขายแพงไม่ได้หวั่นลูกค้าหายด้านนางลำไพ ฤทธิ์ชัย อายุ 59 ปี เจ้าของร้านเจ๊น้อยปลาทู ในตลาดเดียวกัน กล่าวว่า ปลาทูที่นำมาจำหน่ายภายในร้านรับมาจากห้องเย็นที่มาเปิดอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ขณะนี้ต้นทุนมีการปรับขึ้นตามขนาดหรือเบอร์ของปลา เฉลี่ยกล่องละ 40-50 บาท ซึ่งหนึ่งกล่องมีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม จากเดิมราคา 800 บาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 850 บาท แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ทางร้านยังคงจำหน่ายในราคาเดิมเนื่องจากมองว่าราคาปลาทูในปัจจุบันถือว่าสูงอยู่แล้ว จึงไม่กล้าปรับขึ้นราคาเพิ่ม เกรงว่าจะไม่มีลูกค้าเข้ามาซื้อ ทำให้ยังต้องขายราคาเดิมไว้เพื่อให้ขายได้ต่อเนื่อง ยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ ค้าขายค่อนข้างลำบากสำหรับผู้ค้าตลาดสด จะขายดีเพียงช่วงเช้าเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดในชุมชน มีจุดขายกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อได้สะดวกกว่า ขณะที่ราคาปลาทูนั้นถือว่าเป็นสินค้าที่มีราคาสูงมาโดยตลอดอยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งปรับแพงขึ้นเฉพาะในช่วงนี้พิษน้ำมันแพงธุรกิจล่องแพซบขณะที่ผลจากวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงแพง ยังกระทบถึงการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง นักท่องเที่ยวน้อยลงเกินครึ่ง โดยนายสันติ ไชยมหา ผู้ประกอบการล่องแพท่องเที่ยวหนองหาร บ้านนาเพียง ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เปิดเผยว่า หลังจากน้ำมันแพง นักท่องเที่ยวหายจนน่าตกใจ แต่ละวันไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ตั้งแต่น้ำมันปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง จากปกติในช่วงฤดูแล้งทุกปี ที่นี่เป็นจุดท่องเที่ยวล่องแพ ชมธรรมชาติ เล่นน้ำคลายร้อน สร้างรายได้ในชุมชน แต่ปีนี้ถือว่ากระทบหนักในรอบ 10 ปี แพจำนวน 30 ลำ ต้องจอดสนิท ไม่มีนักท่องเที่ยวมานานเกือบ 2 เดือน ไม่สามารถขายอาหารได้ คาดว่ากระทบหนักถึงสงกรานต์ ฝากประชาชน นักท่องเที่ยว ล่องแพหนองหาร ยังพร้อมรับนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ บริการตลอดทุกวันพืชผักอาหารสดดาหน้าขึ้นราคาที่ จ.สงขลา ผลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาสินค้าขยับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดราคาสินค้า เช่น ตลาดสดพลาซ่า ใน อ.หาดใหญ่ พบว่าราคาพืชผักและอาหารทะเลทุกอย่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นชัด เช่น แตงกวา ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัมและ 10 กิโลกรัม จากปกติราคาถุงละ 140-150 บาท ปรับขึ้นเป็นถุงละ 250 บาท ส่วนหมูสามชั้น ปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 160 บาท เป็น 180 บาท รวมถึงอาหารทะเลสด เช่น หมึก จากกิโลกรัมละ 180 เป็น 200 บาท แต่ผักปรับขึ้นเฉพาะที่ส่งมาจากจังหวัดทางภาคกลางที่ต้องบวกราคาขนส่งเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นผักในพื้นที่ จ.สงขลา ราคายังไม่ขยับขึ้น โดยแม่ค้าในตลาดสดพลาซ่าบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าราคาพืชผักและอาหารทะเลยังไม่นิ่งและมีโอกาสปรับขึ้นอีกหากราคาน้ำมันยังปรับขึ้นไม่หยุดอาหารทะเลราคาพุ่งคนซื้อลดสำหรับสถานการณ์ราคาอาหารทะเลภายในตลาดบางฆ้อง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศภายในตลาดเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ค่อนข้างเงียบเหงา ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยบางตา แม้จะเป็นวันหยุด แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน ขณะที่ราคาอาหารทะเลหลายชนิดทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน โดยเฉพาะค่าขนส่งและต้นทุนจากเรือประมง ทั้งนี้ นางจรินรัตน์ สุภสงค์ อายุ 60 ปี แม่ค้าจำหน่ายกุ้งสด เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้เต็มที่ ของแพงขึ้นเกือบทุกอย่าง แต่เราขึ้นราคาไม่ได้มาก เพราะลูกค้ากำลังซื้อน้อยลง ถ้าขึ้นมากก็ขายไม่ได้ แต่ถ้าไม่ขึ้นเลยก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันคนขายโอดแทบไม่เหลือกำไรเช่นเดียวกับป้าอิด สุดสงค์ อายุ 64 ปี แม่ค้าจำหน่ายอาหารทะเลสดในตลาดบางฆ้อง กล่าวว่า หลังราคาน้ำมันสูงขึ้น สินค้าทุกอย่างปรับราคาตามไปด้วย ส่งผลให้ลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งปริมาณอาหารทะเลในตลาดยังลดลง เนื่องจากเรือประมงบางส่วนหยุดออกทะเลเพื่อลดต้นทุน ช่วงนี้ของก็แพง ลูกค้าก็น้อย บางวันขายแล้วแทบไม่เหลือกำไร หลังหักต้นทุนแทบจะศูนย์มองภาครัฐแก้ไขอะไรไม่ได้ขณะที่นางวิไล หิรันสินธุ์ อายุ 57 ปี แม่ค้ารายย่อย ระบุว่า ปัจจุบันลูกค้าลดลงต่อเนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนยังเท่าเดิม ทำให้ต้องประหยัดการใช้จ่าย ขณะเดียวกันผู้ค้าต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าเช่าที่ ค่าสินค้า และค่าขนส่ง การรับมือในขณะนี้ต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน เนื่องจากราคาน้ำมันหากยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าตามไปด้วย และส่วนตัวมองว่าถึงฝากข้อเสนอแนะอะไรไปถึงภาครัฐก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาแก้ไขอะไรไม่ได้พณจ.แจ้งความ บ.กักตุนน้ำมันส่วนความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานสนธิกำลังเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี และพบว่ามีการกักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตรที่คลังน้ำมันของบริษัทพีซี สยามปิโตรเลียม จำกัด ต่อมาเมื่อวันที่ 5 เม.ย. นายจุมพฏ วรรณศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.สุวัจน์ สุขศรี ผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี ว่า เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 4 เม.ย. นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ให้ดำเนินคดีกับบริษัทพีซี สยามปิโตรเลียม จำกัด ตั้งอยู่ที่เลขที่ 91/1 หมู่ที่ 1 ถนนกาญจนวิถี ต.บางกุ้ง อ.เมืองสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานกักตุนสินค้าควบคุม ไม่นำสินค้าควบคุมที่มีไว้เพื่อจำหน่ายออกจำหน่าย หรือเสนอขายตามปกติ หรือปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการจำหน่ายหรือการส่งมอบสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เหตุเกิดระหว่างห้วงเดือนมีนาคม 2569 วันเวลาต่อเนื่องกัน ภายหลังพนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว จะรวบรวมพยานหลักฐานติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไปจับลอบขนน้ำมันขายพม่าส่วนที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อเวลา 19.10 น. วันที่ 4 เม.ย.กกล.สุรสีห์ โดย ฉก.ลาดหญ้า/ร.29 ร่วมกับ สภ.สังขละบุรี ศุลกากรสังขละบุรี ร้อย.ตชด.134 และฝ่ายปกครอง ร่วมกันจับกุมนายมงคล วงษ์มณี อายุ 43 ปี ชาว ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่ขับรถกระบะโตโยต้า รุ่นรีโว่ สีขาว หมายเลขทะเบียน ผก 64 กาญจนบุรี มาตามถนน 323 ถึงบริเวณจุดร่วมน้ำเกริ๊ก บ.ซองกาเรีย ม.8 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นท้ายกระบะที่บรรทุกกระสอบน้ำแข็ง พบมีการซุกซ่อนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ จำนวน 42 แกลลอน รวมปริมาตร 1,260 ลิตร เจ้าหน้าที่จึงจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่าซื้อน้ำมันที่โรงบรรจุก๊าซใน อ.สังขละบุรี 30 แกลลอน ในราคาลิตรละ 60 บาท ปั๊ม ปตท.สังขละบุรี 7 แกลลอน และปั๊มพีที สังขละบุรี 5 แกลลอน เตรียมลักลอบขนย้ายทางช่องทางธรรมชาติออกไปจำหน่ายในพื้นที่ บ.บ่อญี่ปุ่น ประเทศเมียนมา ในราคาลิตรละ 100-120 บาทศรชล.โต้เพจดังให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนวันเดียวกัน จากกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ภาพสัญลักษณ์ในระบบติดตามเรือทางทะเล ตีความว่าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากลอยลำรวมกันในพื้นที่เดียวกันนั้น ล่าสุดศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงว่า การเผยแพร่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนข้อเท็จจริง ภาพดังกล่าวเป็นการแสดงผลจากระบบ AIS (Automatic Identification System) หรือ UAIS (Universal Automatic Identification System) ในการแสดงตนอัตโนมัติของเรือและวัตถุทางทะเล ใช้เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ International Maritime Organization (IMO)ยืนยันไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลในระบบอย่างละเอียดจากภาพจุดที่ได้อ้างนั้น เป็นแท่นผลิตพลังงานในทะเล และเรือที่ปรากฏในบริเวณเป็นเรือที่ได้รับอนุญาตเฉพาะในการปฏิบัติการขนส่งวัตถุดิบจากกระบวนการผลิต (Fossil Resources) เท่านั้น มิใช่สถานีเติมน้ำมันหรือก๊าซเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการวาบไฟ จึงมีข้อกำหนดเข้มงวดควบคุมเรือที่เข้าออก โดยอนุญาตเฉพาะเรือที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเท่านั้นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่