ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อโดยไร้สัญญาณยุติ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โลกกำลังเผชิญยุคที่ไฟสงครามปะทุซ้อนกันหลายสมรภูมิ และในอีกฟากหนึ่งของโลก เอเชียตะวันออกเองก็กำลังขยับเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญทางความมั่นคง เมื่อ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน สามพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ กำลังเร่งขยายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธสะสมอาวุธอย่างก้าวกระโดดการขยายระยะยิงของอาวุธ การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถฝ่าระบบป้องกันได้ดีขึ้น และการเตรียมพร้อมสำหรับการรบทั้งทางบกและทางทะเล กำลังกลายเป็น “พระเอก” ของยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศในภูมิภาคนี้เริ่มต้นด้วย “ญี่ปุ่น” ประเทศที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีจรวดสูง แต่ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญฉบับหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กำหนดห้ามการพัฒนาอาวุธเชิงรุก อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันจากจีนและเกาหลีเหนือ ท่าทีดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายใต้การกุมบังเหียนของ “ทากาอิจิ ซานาเอะ” นายกฯหญิงที่ผ่านมาญี่ปุ่นลงทุนอย่างหนักในระบบป้องกันขีปนาวุธ เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot และระบบป้องกันขีปนาวุธ Aegis บนเรือรบ ซึ่งสามารถยิงขีปนาวุธ SM–6 ที่มีศักยภาพทั้งสกัดกั้นและโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินได้ ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธโจมตีของตนเอง โดยปรับปรุงขีปนาวุธต่อต้านเรือ Type 12 ให้มีระยะยิงเพิ่มขึ้นเป็น 900–1,000 กิโลเมตร และมีแผนขยายต่อไป ไม่หยุดเพียงแค่นี้ที่สำคัญยังมีการหารือถึงการติดตั้งขีปนาวุธเหล่านี้บนหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตอบโต้หากเกิดวิกฤติในช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงเท่านี้ ญี่ปุ่นยังพัฒนา จรวดร่อนรุ่นใหม่ และขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Hyper-Velocity Gliding Projectile คาดว่าจะเริ่มประจำการในระยะอันใกล้นี้ สะท้อนการขยับจากแนวคิด “ป้องกันอย่างเดียว” ไปสู่การมีศักยภาพโจมตีระยะไกลอย่างเป็นรูปธรรมหันมาดูเพื่อนบ้านอย่าง “เกาหลีใต้” แตกต่างจากญี่ปุ่นตรงที่ไม่มีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการพัฒนาอาวุธ และอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือมาอย่างยาวนาน อันที่จริงยังอยู่ในสภาวะสงครามด้วยซ้ำ ปัจจุบันมีศักยภาพในการผลิตขีปนาวุธได้แทบทุกประเภท และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาขีปนาวุธตระกูล Hyunmoo ซึ่งพัฒนามาหลายรุ่น ครอบคลุมระยะยิงตั้งแต่ระดับยุทธวิธี ระยะยิงโดยประมาณไม่เกิน 300 กิโลเมตร ไปจนถึงพิสัยไกล ไฮไลต์สำคัญคือ Hyunmoo–5 ถูกขนานนามว่าเป็น “ขีปนาวุธทำลายบังเกอร์” อันทรงพลังที่สุดในโลกแบบไม่พึ่งพานิวเคลียร์ ด้วยหัวรบหนัก 8 ตัน สามารถถล่มฐานบัญชาการใต้ดินที่ลึกและแข็งแกร่งที่สุดของเกาหลีเหนือให้ราบคาบได้ พร้อมพิสัยยิง 3,000 กม. สัญญาณเตือนไปไกลถึงกรุงปักกิ่งและกรุงมอสโกด้วยเช่นกันนอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังพัฒนาจรวดร่อนและขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง 6 เท่า สามารถยิงได้จากหลายแพลตฟอร์ม ทำให้มีระบบขีปนาวุธที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมในการตอบโต้ภัยคุกคามในสถานการณ์ที่หลากหลายส่วน “ไต้หวัน” ตกอยู่ในสถานะที่ลำบากที่สุด เนื่องจากเป็นเป้าหมายโดยตรงของจีน ยุทธศาสตร์ขีปนาวุธของไต้หวันจึงถูกออกแบบมาเพื่อความอยู่รอดภายใต้แนวคิด“อสมมาตร” (Asymmetric Warfare) เน้นสกัดกั้นทางทะเล เพื่อรับมือกำลังที่เหนือกว่าของจีน ขีปนาวุธภาคพื้นดินของไต้หวันมีบทบาทจำกัดเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และไต้หวันกำลังพัฒนาขีปนาวุธต่อต้านเรือพิสัยไกลรุ่นใหม่แม้ไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนมากนัก แต่เป็นที่รู้กันว่าขีปนาวุธตระกูล เทียนกง ถูกปรับปรุงให้มีระยะยิงไกลกว่าเดิมเพื่อปกป้องเกาะหลักและเกาะบริวาร โดยมุ่งเน้นการยิงจากฐานยิงเคลื่อนที่เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดจากการโจมตีระลอกแรกของจีน โดยมีหมัดเด็ดอยู่ที่ ขีปนาวุธต่อต้านเรือ ซ่งเฟิง รุ่นใหม่ที่กำลังพัฒนา รวมถึงรุ่นพิสัยไกลใหม่ที่มีระยะยิง 600-1,000 กม. เป้าหมายเดียวคือการ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” โดยการจมกองเรือรบของจีนตั้งแต่อยู่ในทะเลหรือก่อนจะเข้าถึงช่องแคบไต้หวัน การไม่เร่งพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลสงครามที่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญ และไม่แปลกที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันจะมีการขยับตัว ในเรื่องขีดความสามารถของอาวุธระยะไกล และถึงแม้สถานการณ์อิหร่านจะไม่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ดินแดนดังกล่าวก็จำเป็นต้องทำ เนื่องจากกองทัพจีนและกองทัพเกาหลีเหนือก็ต่างกำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถการโจมตีแบบไม่ต้องเห็นหน้ากันทั้งสิ้นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินไปอย่างช้าๆแต่ไม่หันเห ยังเป็นข้อบ่งชี้ว่า “ขีดความสามารถ” ด้านอาวุธระยะไกล หรือภาษาบ้านๆก็คือ พลังในการสาดลูกยาวถล่มศัตรู กำลังกลายเป็นจุดศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ความมั่นคงโลก และจะมีบทบาทหลักเวลาเกิดวิกฤตการณ์ใดๆหลังจากนี้ กล่าวคือทุกประเทศจะต้อง “มีของ” ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าของที่ครอบครองอยู่ ของใครจะไกลกว่ากัน เร็วกว่ากัน มีความคล่องตัวมากกว่ากัน และมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ซึ่งภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ยิ่งทำให้ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น เสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายได้ง่ายยิ่งขึ้น.ทีมข่าวต่างประเทศคลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม