จะไปได้แค่ไหน? หลังจากผ่านขั้นตอนอย่างเป็นทางการด้วยความสะดวกรวดเร็ว เหลือก็แค่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น 19 มี.ค.2569 คือวันนัดหมาย แต่โดยรูปการณ์แล้วไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากมีเสียงสนับสนุนถึง 291 เสียง เกินครึ่งหนึ่งมากพอสมควร อีกทั้งพรรคร่วมรัฐบาลก็ไร้ปัญหา“เพื่อไทย” นั้นพร้อมเต็มสูบ เพราะหวังว่าการได้เป็นรัฐบาลก็เพื่อต่อยอดในการทำผลงานเพื่อจะได้กลับมาใหญ่อีกครั้งขอเวลา 4 ปีพิสูจน์ตนเอง!ส่วนพรรคเล็กๆที่เติมเต็มรัฐบาลก็เพราะอยากเป็นมากกว่าไปอยู่ฝ่ายค้านจึงแทบจะไม่มีเงื่อนไขอะไรที่ทำให้เกิดปัญหารัฐบาลชุดใหม่นั้นอย่างเดียวคือต่อสู้กับตัวเองเท่านั้น“อนุทิน ชาญวีรกูล” จะนำรัฐนาวาออกจากท่าเข้าสู่ทะเลใหญ่ได้ยาวไกลแค่ไหน จึงอยู่ที่ความสามารถเมื่อได้อำนาจเต็มๆอย่างนี้เพราะเสถียรภาพมั่นคงไร้ปัญหาขัดแย้ง!แม้แต่ในพรรคที่เกรงกันว่าจะยุ่งยากเนื่องจากมีบรรดา “บ้านใหญ่” จำนวนมาก แต่ก็สามารถจัดสรรได้อย่างลงตัวบรรดาคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นพลังหลักในรัฐบาลก็ล้วนแต่เป็นลูกหลานเครือข่ายที่พร้อมจะแสดงฝีมือให้ประจักษ์ทีมเศรษฐกิจก็พร้อมด้วย “คนนอก” ที่สังคมยอมรับว่ามีฝีมือทีมความมั่นคง นายกรัฐมนตรีก็รับผิดชอบเองเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญที่จะต้องระดมทีมงานเพื่อแก้ไขปัญหา คือ ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจเพราะมันจะยุ่งไปทุกเรื่องพูดง่ายๆต้องเอาให้อยู่พลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะต้องไม่ให้ขาดแคลน ราคาต้องไม่สูงเกินไป เพราะมันเป็นต้นทุนสำคัญที่ผูกพันไปทุกเรื่องคำถามก็คือเอาไหวมั้ย...หากโชคดีสงครามจบเร็วก็รอดตัวไปไม่ต้องเหนื่อยมากแต่ถ้าจบช้าก็จะเป็นหนังม้วนยาวที่ต้องคิดและแก้ไขอย่างเต็มที่ คือต้องว่ากันทั้งระบบไม่ใช่แค่เรื่องหนึ่งเรื่องใดเท่านั้นว่าไปแล้วรัฐบาลชุดนี้ทั้งโชคดี โชคร้ายคู่ขนานกันไปวันนี้เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัวแต่ก็ต้องมาเจอเรื่องใหญ่ คือสงครามตะวันออกกลางหากไม่มีเรื่องนี้ก็สามารถทำงานอย่างที่ต้องการได้แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องพิสูจน์ความสามารถเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าแต่เขาบอกว่า ปัญหานั้นมีไว้แก้ ไม่ใช่เอาไว้แบก ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้เห็นว่า สามารถทำได้ นั่นแหละคือคนที่เก่งจริงไม่ใช่เพราะฟลุกหรือโชคช่วยหลังเข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัวก็พอจะรู้ได้จาก 3-6 เดือนหากสอบผ่านไปได้ก็มีอนาคตตรงกันข้าม ถ้าไม่ราบรื่นก็เรียบร้อย!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม