ในที่สุดสถานการณ์ก็มาถึงจุดแตกหัก กองทัพสหรัฐฯและอิสราเอลตัดสินใจพาโลกเข้าสู่ “สงคราม” ครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลางดำเนินการตามแผนที่วางไว้ข้ามปี ส่งกองทัพอากาศเข้าทิ้งระเบิดอย่างดุเดือดในประเทศ “อิหร่าน” ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาและส่งผลให้ฝ่ายเปอร์เซียตอบโต้อย่างรุนแรง ยิงขีปนาวุธ จรวดร่อน และโดรนพิฆาตสวนคืนใส่ฐานทัพสหรัฐฯที่ประเทศพันธมิตรอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นคูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงเมืองใหญ่อย่างเทลอาวีฟ และเยรูซาเลมของอิสราเอล ชาติคู่ปรับตลอดกาลงานนี้ต้องยอมใจความหน้าด้านในการสร้างความชอบธรรมของสหรัฐฯ ประกาศกันไปเลยว่า “เราไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน” แม้ว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายเปิดฉากทิ้งระเบิดในเมืองหลวงและเมืองต่างๆของอิหร่านอย่างมืดฟ้ามัวดิน ทำทีเหมือนช่วงเวลาของการโจมตีไม่เคยเกิดขึ้น แต่ให้ความสำคัญกับการยิงตอบโต้ของกองทัพอิหร่านและกองทัพ พิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ที่ส่งอาวุธนานาชนิดเข้าโจมตี “ชาติที่ไม่รู้ อีโหน่อีเหน่” ในตะวันออกกลาง ทั้งที่ชาติเหล่านี้คือที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ และเป็นฐานที่ใช้ในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านทั้งสิ้นและทรามไปกว่านั้นคือ ข้อมูลจากสำนักข่าวในสหรัฐฯที่รายงานว่า หลอกให้เขาเชื่อว่าจะเจรจากันได้ ส่งสัญญาณเชิงบวกนัดทีมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการมาคุยแบบลงรายละเอียดรอบใหม่ เพื่อหารือกันว่าอันไหนยอมได้ยอมไม่ได้ ถอยกันคนละก้าวตรงไหนได้บ้าง ในเรื่องของโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธอิหร่านส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน นัดประชุมฝ่ายบริหารระดับสูง ให้มารวมตัวกันเพื่อกำหนดทิศทาง ซึ่งพอมารวมตัวกันเรียบร้อย ถูกล็อกตำแหน่งสถานที่เสร็จสิ้น ทางสหรัฐฯและอิสราเอลก็เปิดสงครามทันที หย่อนระเบิดอานุภาพสูงสังหารฝ่าย บริหารของอิหร่านแบบหมดเกลี้ยงในคราเดียวแต่ในสภาพความเป็นจริงนั้น แหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯยืนยันตลอดว่า หลายเดือนก่อนจะเปิดศึกเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ทีมงานระดับสูงของสหรัฐฯยังไม่เข้าใจเสียด้วยซ้ำว่าโครงสร้างอำนาจของอิหร่านที่แท้จริงเป็นเช่นไร ใครจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจ ยังยึดติดอยู่กับ “ประสบการณ์” ที่ผ่านมาในการเล่นงานประเทศเล็กที่หาหุ่นเชิดไม่ยาก ไม่ได้ฟังเสียงเตือนของฝ่ายข่าวกรองที่ประเมินว่า คนใหม่มาอาจแรงยิ่งกว่าเดิม จะแก้ปัญหาตรงนี้เช่นไร สังหารไปเรื่อยๆเช่นนั้นหรือ และก่อนหน้านี้ผู้นำคาเมเนอี ได้เตรียมการไว้แล้วเรื่องโครงสร้างการบริหารโดยกำหนดการสานต่อหน้าที่ ไว้อย่างน้อย 4 คนต่อ 1 ตำแหน่ง การพลีชีพใดๆจะมีคนมาแทนได้เสมอ คล้ายกับหลักการหน่วยรบอิมมอร์ทอล Immortal ของจักรวรรดิเปอร์เซียในโบราณกาล หนึ่งคนล้มไปคนใหม่มาเสียบตำแหน่งกระบวนทัพทันที สร้างความขยาดกลัวแก่ทัพข้าศึกที่รู้สึกว่าต้องสู้กันอย่างไม่รู้จบ ฆ่าไปก็มาใหม่จนอาจเป็นที่มาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มออกอาการฟาดงวงฟาดงาแก่ทีมที่ปรึกษา รวมถึงบรรดาชาติพันธมิตรที่แสดงท่าทีลังเลการเข้าร่วมวง หรือออกตัวปฏิเสธ อย่างชัดเจนอย่าง “สเปน” ขณะที่กองทัพอิหร่านก็ออกมาประกาศว่า การรบที่กำลังดำเนินไปได้เกิดปฏิบัติการ “สวมรอย” ขึ้นหลายครั้ง อย่างเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดี อาระเบีย การยิงจรวดสู่ตุรกี หรือการส่งโดรนโจมตีอาเซอร์ไบจาน เพื่อนบ้านทางตอนเหนือของอิหร่าน ซึ่งกรณีนี้ทางสำนักข่าวโพลิติโกของ สหรัฐฯ ได้รายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย เรื่องมีหน่วยรบพิเศษที่เชื่อว่าเป็นของสหรัฐฯและอิสราเอล กำลังดำเนินการอะไรสักอย่างอยู่ตามพื้นที่พรมแดนของอิหร่านข้อสงสัยว่าชาติมหาอำนาจกำลังพยายามดึงประเทศอื่นๆให้เข้ามาร่วมสงครามในทางใดทางหนึ่งกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าในช่วงแรกของสงคราม กองทัพอิหร่านไม่มีการแตะต้องฐานทัพในซาอุดีอาระเบีย แม้ว่าจะเป็นฐานทัพที่เต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ (จากภาพดาวเทียมของบริษัทจีน) ที่มีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการรบภายใต้รหัส “มหากาพย์แห่งความเดือดดาล” (Epic Fury) ในขณะเดียวกัน เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นพร้อมๆกันในกลุ่มชาติพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ในเรื่องการส่งยุทโธปกรณ์การทหารไปยังภูมิภาคตะวัน ออกกลาง ภายใต้บริบทของการไปช่วยเหลือพลเรือนที่ตกค้างติดอยู่ในสถานการณ์สงคราม ไม่ว่าจะเป็น “แคนาดา” (ที่ความสัมพันธ์มึนตึงกับสหรัฐฯ) ซึ่งออกมาบอกว่า ไม่ตัดความเป็นไปได้เรื่องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับปฏิบัติการทางทหาร “ออสเตรเลีย” ที่มองเรื่องการส่งเครื่องบินทางทหารไปรับพลเมือง หรือ “อิตาลี” ที่ระบุว่ากำลังพิจารณาเรื่องการส่งทหารเข้าไปปกป้องพลเรือนและทหารอิตาลีที่ประจำอยู่ในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้สหรัฐฯไม่ได้ขอ เราทำเองมองกลับมายังประเทศไทย มีเสียงแว่วมาในช่วงเดียวกับที่ชาติพันธมิตรตะวันตกออกมาแสดงท่าทีอย่างที่กล่าวไปขั้นต้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับการให้กองทัพเตรียมพร้อมในการเข้าช่วยเหลือพลเรือนที่ตกค้างอยู่ในตะวันออก กลาง โดยเฉพาะความเป็นไปได้เรื่องการส่งเรือรบไทยเข้าไปในพื้นที่ขัดแย้งดีหรือไม่ สมมติว่าหากฝ่ายสหรัฐฯที่มานัดพบกับฝ่ายบริหารระดับสูงของไทย ขอมาจริงว่าอยากได้เรือลำเลียงพลกับเรือพิฆาตคุ้มกัน 2 ลำ เราจะดำเนินการแก้ปัญหาเช่นไร เพราะย่อมหมายถึงการถูกลากเข้าไปสู่ความขัดแย้งเต็มๆสถานการณ์โลกกำลังอยู่ในสภาพลุกเป็นไฟ ตราบใดที่สหรัฐฯ–อิสราเอล ยังไม่สามารถ “ปิดเกม” ได้ ก็ย่อมหมายถึงการทำทุกวิถีทางเพื่อได้มาซึ่งชัยชนะ ต้องใช้หมากบนกระดานทุกตัว โดยไม่สนว่าหมากตัวนั้นจะต้องเอาไปเป็นเบี้ยสละชีพหรือไม่ ความเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นนี้ กำลังเข้าข่ายเรียกพวกมารุมอิหร่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายและยิ่งจะทำให้สงครามลุกลามบานปลายอย่างแน่นอน.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม