กลายเป็น “ฝันร้าย” ที่ตามหลอนคนไทยทุกหย่อมหญ้า! ภาพ “หนุ่มคลั่ง”...ถือมีดไล่ฟันชาวบ้าน หรือ “ลูกทาสยา”...ฆ่าบุพการี ไม่ใช่แค่ข่าวอาชญากรรมธรรมดาอีกต่อไป แต่นี่คือ “สัญญาณชีพจรวิกฤติ” ของสังคมไทย เมื่อ “ยาบ้า” พัฒนาฤทธิ์เดชไปไกลกว่าแค่การเสพติด...แต่มันคือพิษร้าย “นรกสายพันธุ์ใหม่” ที่กำลัง “รีไวริ่ง” เปลี่ยนโครงสร้างใหม่ในสมองคนให้กลายเป็น “ผู้ป่วยจิตเวชถาวร” ที่รักษาไม่หายพยาธิวิทยานรก เมื่อสมองส่วนหน้า “พังพินาศ” ข้อมูลจาก นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผอ.สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดฯ (สบยช.) ฉายภาพพยาธิวิทยาที่น่าสะพรึงเอาไว้ว่า“ยาบ้า” ยุคนี้คือสารพิษที่พุ่งเป้าทำลาย “สมองส่วนหน้า” ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการ “ความยับยั้งชั่งใจ” และ “การตัดสินใจ” ของมนุษย์“ยาบ้า...เข้าไปจัดระบบสายไฟในสมองใหม่จนสมองลัดวงจร แม้จะเลิกเสพไปแล้ว แต่รอยโรคที่เกิดขึ้นคือของจริง เซลล์สมองที่ตายไปไม่กลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์...ทำให้กลายเป็นคนใจร้อน ก้าวร้าว และหลงผิดถาวร”นี่คือคำตอบที่ว่าทำไม “อดีตขี้ยา” หลายคนถึงยังมีอาการหูแว่ว ระแวงว่าคนจะมาฆ่า ทั้งที่ไม่ได้เสพมาเป็นปี เพราะสมองเขา “พัง” ไปแล้วนั่นเองพลิกแฟ้มข้อมูลวิชาการตอกย้ำ “สมองส่วนหน้า” คือส่วนที่แยก “มนุษย์” ออกจาก “สัญชาตญาณสัตว์”...ถ้าสมองส่วนนี้แข็งแรง เราจะรู้จักรอ รู้จักคิด และรู้ผิดชอบชั่วดี แต่พอยาบ้าเข้าไปเผาทำลายส่วนนี้จนพังถาวร มันจึงเปลี่ยนคนให้กลายเป็นคนละคนเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ เป็นเพราะ “ประธานบริษัท” ลาออกไปแล้ว เหลือแต่พนักงานฝ่ายอารมณ์ที่กำลังคลุ้มคลั่งอาละวาดอยู่นั่นเองลองนึกภาพว่าสมองของคนเราเหมือน “บริษัทใหญ่” แห่งหนึ่ง ในบริษัทนี้จะมีพนักงานฝ่ายต่างๆเต็มไปหมด ทั้งฝ่ายอารมณ์...ที่พร้อมจะโกรธหรือดีใจสุดขีด ฝ่ายสัญชาตญาณ...ที่สั่งให้กินหรือสู้เพื่อเอาตัวรอด แต่ตัวละครที่สำคัญที่สุดคือ “สมองส่วนหน้า” ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่านประธานบริษัท...ผู้จัดการใหญ่ความสำคัญของสมองส่วนนี้มีหน้าที่หลักๆอยู่ 3 อย่างที่เข้าใจง่ายๆ คือเป็น “เบรก” ของชีวิต (ความยับยั้งชั่งใจ)...ให้ลองนึกภาพต่อไปอีกว่าเวลาเราขับรถแล้วมีคนขับปาดหน้า ฝ่ายอารมณ์จะสั่งทันทีว่า “ด่าเลย! ชนเลย!” แต่สมองส่วนหน้าจะทำหน้าที่เป็นผ้าเบรกคอยเหยียบไว้แล้วบอกว่า... “ใจเย็นๆ เดี๋ยวเป็นเรื่องเสียเวลา เดี๋ยวกฎหมายเล่นงาน”เมื่อยาบ้าทำลายส่วนนี้ก็เหมือนรถที่เบรกแตก พลังอารมณ์และสัญชาตญาณจะพลุ่งพล่านโดยไม่มีอะไรกั้น อยากทำอะไรทำเลย ใครขวางก็ทำร้าย เพราะตัวเบรกมันพังไปแล้ว ถัดมา...เป็น “เครื่องคิดเลข” (การตัดสินใจและเหตุผล) สมองส่วนหน้าช่วยให้เรามองเห็น ผลกระทบที่จะตามมา เช่น ถ้าเราขโมยของ เราจะติดคุก ถ้าเราตั้งใจเรียน เราจะมีงานทำคือ...การคิดแบบมีตรรกะ 1+1 เป็น 2เมื่อยาบ้าทำลายส่วนนี้การคิดเป็นเหตุเป็นผลจะหายไป ผู้ป่วยจะตัดสินใจแบบ “ไร้ทิศทาง” คิดแค่ความสะใจชั่ววูบ มองไม่เห็นอนาคต ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปมันผิดหรืออันตรายแค่ไหนสุดท้าย...เป็น “จราจร” (การจัดระเบียบความคิด) ช่วยให้เราเรียงลำดับความสำคัญได้ว่าต้องทำอะไรก่อน...หลัง อะไรสำคัญ...อะไรไม่สำคัญ เมื่อยาบ้าทำลายส่วนนี้ความคิดจะฟุ้งซ่าน เรียงลำดับไม่ได้ พูดจาวนไปวนมา หรือสับสนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “จินตนาการ”อาจ...หูแว่ว ระแวง เพราะไม่มีประธานคอยเคาะโต๊ะตัดสินว่า อันไหนคือเรื่องจริงอันไหนคือเพ้อเจ้อวันนี้คำว่า SMI-V (Serious Mental Illness with High Risk to Violence) กลายเป็นรหัสอันตรายที่ฝ่ายปกครองหวาดผวา ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุชัดว่า ผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงมีสัญญาณเตือนที่เรียกว่า “V-Scan”5 สัญญาณอันตราย ที่คนใกล้ชิด คนในชุมชน คนบ้านใกล้เรือนเคียงอาจจะต้องท่องจำให้ขึ้นใจ เพื่อช่วยกันสอดส่องเป็นหูเป็นตา สังเกตความผิดปกติ หนึ่ง...ไม่หลับไม่นอน (ตาค้างทั้งคืน) สอง...เดินไปเดินมา (พล่านเหมือนหนูติดจั่น) สาม...พูดจาคนเดียว (พึมพำกับเงา)สี่...หงุดหงิดฉุนเฉียว (เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่) ห้า...เที่ยวหวาดระแวง (คิดว่าใครจะมาทำร้าย)ประเด็นน่าสนใจมีอีกว่า สถิติฟ้องว่าร้อยละ 47.65 ของผู้ก่อความรุนแรง มีประวัติพัวพันยาเสพติดและจิตเวช แต่ที่น่าตกใจคือมีผู้ป่วยกลุ่มนี้เพียง 16-20% เท่านั้นที่เข้าถึงการบำบัดจริงจัง ส่วนที่เหลือ? กระจายตัวอยู่ในหมู่บ้าน เป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ?นี่คือ...กลุ่ม SMI-V “ระเบิดเวลา” เดินได้ในชุมชนปุจฉาสำคัญ ระบบสาธารณสุขไทยในวันที่ “เตียงเต็ม-หมอเหนื่อย” ...แบกรับจนใกล้พัง? จะรับมือกับผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้มากน้อยอย่างไร อีกทั้งกฎหมายที่รองรับ แม้จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รวบตัวคนคลั่ง แต่ในทางปฏิบัติ...หน้างาน มักติดขัดเรื่องงบประมาณและที่พำนักระยะยาว?ทำให้สุดท้ายต้อง “ปล่อยกลับบ้าน” กลายเป็นวงจรเดิมๆถ้ายังแก้ปัญหาแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” ปลายทางจะเป็นอย่างไรคงคาดเดาได้ไม่ยาก.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม