“สถานการณ์วิกฤติขึ้นเรื่อยๆ สุขภาพของชาวบ้านเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ทางจังหวัดและหน่วยงานรัฐพยายามเบี่ยงและกลบเกลื่อนปัญหา พยายามทำให้ดูเหมือนแม่น้ำติดเชื้อมีอาการดีขึ้นแล้วทั้งๆ ที่เหมืองแร่แหล่งต้นกำเนิดยังคงปล่อยสารโลหะหนักอยู่ทุกวันถามว่า...ในวันหนึ่งหากสารหนูเข้าสู่ร่างกายจนถึงขั้นชาวบ้านป่วยไข้ หน่วยงานรัฐรับผิดชอบไหวหรือ?”ภาสกร จำลองราช “สำนักข่าวชายขอบ” เว็บไซต์ www. transbordernews.in.th เปิดประเด็นสะท้อนมิติความจริงของปัญหา ตอกย้ำกรณีพบสารหนูสะสมในร่างกายคนริมน้ำกก ซึ่งคณะนักวิชาการ “มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” เก็บตัวอย่างเล็บและเส้นผม ตรวจพบค่าเกินมาตรฐานดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ อาจารย์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บอกว่า จากการเก็บตัวอย่างเล็บในผู้ใหญ่และเส้นผมเด็กใน 4 พื้นที่ประกอบด้วย บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่, ดอยฮาง ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย, ตำบลดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ่ง จ.เชียงรายและ ตำบลบ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ไปตรวจสารหนู พบว่า มี “สารหนู” อยู่ใน “เล็บ” และ “ผม” ของกลุ่มตัวอย่างลงลึกในรายละเอียด การสุ่มตรวจ 90 กลุ่มตัวอย่างปริมาณสารหนูสะสมในเล็บพบมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน (0.5 มก./กก.) จำนวน 16 ราย หรือ 17.78% โดยในกลุ่มนี้มีอาการแสดงทางคลินิกที่สำคัญคือ...ระบบประสาทและกล้ามเนื้อชาปลายมือปลายเท้าและอ่อนแรง 10 รายหรือ 62.5%ระบบผิวหนังระคายเคือง 7 ราย (43.8%) และพบความผิดปกติของสีผิว/ตุ่มหนาคล้ายตาปลา 5 ราย (31.1%), ระบบทางเดินหายใจเยื่อโพรงจมูกอักเสบและผนังกั้นโพรงจมูกทะลุ 3 ราย (18.8%) และระบบอื่นๆ เช่น ปวดบวมเท้าทั้งสองข้าง (18.8%) และปัสสาวะออกน้อย (12.5%)น่าสนใจว่า...นี่ไม่ใช่ “ตัวเลขในกระดาษ” แต่มันคือพิษที่เกิดขึ้นจริงในร่างกายคนผศ.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เสริมว่า การตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผมแสดงว่ามีการสะสมสารหนูในร่างกาย...เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า “ร่างกาย” ไม่สามารถขับ “สารหนู” ออกได้หมดอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานว่ามีสารหนูสะสมในร่างกายเท่าไรถึงจะอันตราย ซึ่งอาจต้องค้นคว้าจากองค์การอนามัยโลกหรือที่อื่นๆ เพื่อให้ประชาชนที่มีสารหนูในร่างกายได้จัดการสุขภาพตัวเองและนำไปสู่การรักษาพยาบาล ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยขับเคลื่อนเชิงนโยบาย“สิ่งที่สำคัญคือกลุ่มที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ รัฐบาลจะมีมาตรการดูแลพวกเขาอย่างไร รัฐบาลควรลงพื้นที่และตรวจเพิ่มเติม ตอนนี้ได้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพเพราะเราตรวจเจอหมดแล้ว รัฐควรตรวจยืนยัน ที่สำคัญคือวางมาตรการรับมือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น” ผศ.เสถียร ว่า“กระทรวงสาธารณสุข” กับ “กระทรวงมหาดไทย” ต้องทำงานแบบบูรณาการกัน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนและก่อนหน้านี้กรมควบคุมโรคก็เคยตรวจพบสารหนูในปัสสาวะของชาวบ้านริมแม่น้ำกกผศ.เสถียร ย้ำว่า รัฐบาลควรเอาข้อมูลทั้งหมด เช่น ผลตรวจต่างๆมาบริหารจัดการและสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความรู้และเตรียมความพร้อมในการรับมือเพราะถึงอย่างไรประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ย้ายไปไหน ดังนั้นพวกเขาควรรู้ว่าจะต้องอยู่อย่างไรถึงปลอดภัย ประเด็นสำคัญมีว่า...ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาที่สารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ความตื่นตัวของประชาชนไปไกลกว่าหน่วยงานรัฐมาก เพราะหน่วยงานรัฐมีข้อจำกัดเรื่องของการแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับพื้นที่ซึ่งยังไม่เห็นรูปธรรม ทั้งด้านเกษตร การท่องเที่ยว การประมงเรายังไม่เห็นการจัดการปัญหา ขณะที่ระดับชาติก็ไม่เห็นชุดคณะทำงานในการนำเอาข้อมูลพื้นที่มาจัดทำมาตรการเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ“แม้แต่นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ผมก็ยังไม่เคยเห็นท่านพูดถึงการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่เชียงรายเลย ที่ผ่านมามีพยายามเจรจากับพม่าในระดับทวิภาคีซึ่งตอนนี้ตกลงกับพม่าว่าจะไปตรวจน้ำร่วมกัน แต่ยังไม่รู้จะใช้มาตรฐานไหน เพราะมาตรฐานสารหนูของไทยและพม่าต่างกัน”ส่วนการเจรจาในระดับพหุภาคียังไม่เห็นความคืบหน้าเช่นกัน ทั้งในเวทีของเอ็มอาร์ซีและแอลเอ็มซี ดังนั้นปัญหานี้จึงยังไม่นำไปสู่การจัดการที่ต้นทางได้ต้องยอมรับความจริงที่ว่า...ปัญหามลพิษข้ามแดนที่เชียงราย เดินไปถึงจุดที่มีสัญญาณเตือนภัยระดับแดงเข้ม...ร่างกายคนขับสารพิษออกไม่หมดแล้ว หากปล่อยไว้ต้องรับมือโรคพิษสารหนูระบาดได้เลยสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ย้ำว่า ผลการตรวจพบสารหนู โดยเฉพาะในเล็บกลุ่มตัวอย่างที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน ชี้ให้เห็นว่าเริ่มมีการสะสมของสารหนูในร่างกาย ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่รีบจัดการหาวิธีลดการรับสัมผัสมลพิษเหล่านี้...ก็อาจจะมีการตรวจพบผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคพิษของสารหนูเพิ่มมากขึ้นได้ในอนาคต ทั้งนี้เส้นทางหลักที่สารหนูเข้าสู่ร่างกายมี 2 ทางคือ “น้ำ” และ “อาหาร” โดยเฉพาะข้าวจากนาที่ใช้น้ำปนเปื้อนเพื่อเป็นการป้องกันโรคจากสิ่งแวดล้อมจึงเสนอให้มีการประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ.โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 เพื่อเอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนจัดทำระบบเฝ้าระวัง กำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในแต่ละพื้นที่เรื่องใหญ่อย่างนี้ต้องพึ่งระบบ...จะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมตามมีตามเกิดไม่ได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม