วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยเรื่อง อเมริกา มหาอำนาจโลกกันนะครับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ทั้งเศรษฐกิจการเมืองและสงคราม เพิ่งแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส State of the Union 2026 เมื่อวันพุธ คุยโม้ว่า ยุคทองของอเมริกากลับมาแล้ว อเมริกาจะใหญ่กว่า ดีกว่า ร่ำรวยกว่า แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา ท่ามกลางเสียงตะโกนว่า “โกหก” ของ สส.ในสภาคองเกรส ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอส ก็ระบุว่า มีชาวอเมริกัน 36% เท่านั้นที่เห็นชอบกับนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์คะแนนนิยมทรัมป์กำลังตกต่ำ กำแพงภาษีทรัมป์ทำให้ชาว อเมริกันเดือดร้อนกันทุกครัวเรือน ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น แต่ทรัมป์กลับคิดว่าประเทศผู้ส่งออกเป็นผู้จ่ายภาษี การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดกันว่าพรรคเดโมแครตจะกวาดเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไปครอง เป็นการเลือกตั้ง สส.ทั้งสภา 435 คน สว. 1 ใน 3ในขณะที่ทรัมป์คุยโม้ว่า ยุคทองอเมริกากลับมาแล้ว อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแล้ว ก็มีผู้เขียนบทความลงใน นสพ.นิวยอร์กไทม์ส ว่า “อเมริกาไม่มีวันชนะจีน” ผู้เขียนชื่อ Steven Rattner อดีตผู้สื่อข่าวและเป็นนักการเงิน นักลงทุน ประธานและซีอีโอ Willett Advisers LLC บริหารทรัพย์สินเพื่อการกุศลให้กับมหาเศรษฐี ไมเคิล บลูมเบิร์ก เป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจในช่อง MSNBC เขาได้ลงทุนในจีนมาหลายปีแล้ว สตีเวนบอกว่าจีนไปไกลเกินกว่าที่จะเป็นคู่แข่งของสหรัฐฯแล้ว หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ก็คือ การจัดระเบียบในบ้านตัวเอง และเอาชนะจีนด้วยเกมของตัวเองจีนกำลังได้เปรียบในเซ็กเตอร์ที่อเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมทั้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การพัฒนายา ในขณะที่ทรัมป์กำลังพยายามตัดค่าใช้จ่ายที่เป็นหน้าที่สำคัญของรัฐ เช่น การวิจัยขั้นพื้นฐาน จีนกลับให้ความสำคัญระดับชาติเป็นอันดับแรก จีนกำลังก้าวหน้าในเรื่องเอไออย่างรวดเร็ว แม้ยังตามสหรัฐฯไม่ทันในแง่ของชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง แต่ไฟฟ้าที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอไอ จีนผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าสหรัฐฯถึงสองเท่า และมีราคาถูกกว่าสหรัฐฯครึ่งหนึ่ง สิ่งสำคัญที่ทำให้จีนประสบความสำเร็จอย่างมากคือ “ทุนมนุษย์” (Human Capital) คนรุ่นใหม่จีนไฟแรงและเก่งไม่แพ้คนเก่งใน Silicon Valley สหรัฐฯแรทเนอร์ ระบุว่า ภาษีทรัมป์ที่บังคับกับทุกประเทศทั่วโลก แต่สหรัฐฯไม่ได้ชนะสงครามการค้านี้ ด้วยพลังของ โกไลแอธแห่งอาเซียน ในฐานะผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้จีนเกินดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 แม้จะโดนกำแพงภาษีทรัมป์ไปหลายระลอกก็ตาม สินค้าจีนก็ยังคงไหลผ่านประเทศกลางก่อนถูกส่งเข้าไปขายในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะมีกำแพงภาษีหรือไม่ ชาวอเมริกันทุกคนก็ต้องการสินค้าจากจีน (ปี 2568 ครัวเรือนอเมริกันต้องรับภาระภาษีทรัมป์เพิ่มขึ้นกว่า 340,000 ล้านดอลลาร์ โดยทรัมป์เข้าใจว่าบริษัทในประเทศผู้ส่งออกเป็นผู้จ่ายภาษีแทนชาวอเมริกัน?)แรทเนอร์ ได้ยกตัวอย่าง โรงงานรถยนต์เสี่ยวหมี่ ที่เขาไปดูมา เสี่ยวหมี่เดิมเป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมและโทรศัพท์มือถือ เพิ่งก้าวสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในโรงงานแทบไม่มีคน ทุกอย่างทำงานด้วยแขนกลอัจฉริยะ โรงงานหุ่นยนต์ที่ไปชมมา ล้วนเป็นหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ (Humanoids) ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ (ล่าสุด ทีวีจีนและโซเชียลมีเดียมีการโชว์หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ 50 ตัวแสดงกังฟูด้วยท่ากระโดดตีลังกาที่เหมือนกังฟูตัวจริง) ปี 2567 จีนติดตั้งหุ่นยนต์ทำงานแทนคนในโรงงานมากกว่าสหรัฐฯถึง 9 เท่าJim Farley ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ สหรัฐฯ ได้ไปดูโรงงานผลิตรถยนต์ในจีนฤดูร้อนที่แล้ว ยอมรับว่าเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์จีนล้ำหน้าสหรัฐฯไปมาก หลังกลับจากจีนไม่นานก็มีข่าวว่า ฟอร์ดประกาศยกเลิกการผลิตรถบรรทุกไฟฟ้ารุ่น F–150 ทั้งที่ลงทุนไปแล้วกว่า 19,500 ล้านดอลลาร์ กว่า 624,000 ล้านบาท ข้อมูลที่เปิดเผยมากขึ้นก็ยิ่งเห็นชัดมากขึ้นว่า ทรัมป์ไม่ได้ชนะจีน แต่ยังล้มเหลวในประเทศอีกด้วย ยิ่งทรัมป์ตัดท่อน้ำเลี้ยงการศึกษาวิจัยมากเท่าไหร่ อเมริกาก็จะยิ่งล้าหลังจีนมากขึ้นเท่านั้น วันนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนระดับไอวีลีกส์ มีมากกว่าสหรัฐฯแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม