เหตุการณ์คนร้ายชายอายุ 18 ปี “ควงปืนจับครู-นักเรียนเป็นตัวประกัน” ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนดัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งผลให้นักเรียนบาดเจ็บ 2 คน และผู้อำนวยการโรงเรียนเสียชีวิตหลังเสียสละเข้าเป็นตัวประกันแทนนักเรียน สร้างความสะเทือนใจและความโศกเศร้าแก่คนไทยทั่วประเทศโศกนาฏกรรมนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า “โรงเรียนไม่ปลอดภัยดังที่สังคมเคยเชื่อ” จากช่องว่างของระบบเฝ้าระวังการควบคุมเข้า-ออก และการรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะปัญหาการเข้าถึงสารเสพติดที่รุนแรงมากขึ้นทำให้ต้องถูกนำมาถอดบทเรียน “ทบทวนมาตรการความปลอดภัย” ทั้งระบบดูแลป้องกันเชิงรุกในระดับครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะให้เด็ก และเยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัยในอนาคต รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการคณะอาชญวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต ให้ข้อมูลว่าก่อนอื่นเพื่อทำความเข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริง “ต้องถอดบทเรียนพฤติกรรมผู้ก่อเหตุก่อน” จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้ก่อเหตุมีความตั้งใจล่วงหน้าจะไปพบครูที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับการต่อว่าน้องสาว ตรงนี้จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดความขัดแย้งดังกล่าวว่า “มีความรุนแรงเพียงใด” เพื่อประเมินบริบทแรงจูงใจอย่างรอบด้านประการที่ 2...“ผู้ก่อเหตุใช้สารเสพติดและเคยรักษาทางจิตเวชนั้น” ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าวันเกิดเหตุมีการเสพยาก่อนลงมือ หรือประเมินสุขภาพจิตร่วมด้วย โดยอาศัยข้อมูลทางการแพทย์ เพราะสารเสพติดอาจส่งผลต่อการยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจ การควบคุมอารมณ์ ที่ล้วนเป็นองค์ประกอบเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมรุนแรง เพราะข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า “สารเสพติดหลายชนิดมีผลต่อระบบประสาท” ทำให้การยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจผิดเพี้ยน ลดความสามารถการควบคุมอารมณ์ เพิ่มแนวโน้มพฤติกรรมก้าวร้าวหุนหันพลันแล่นส่วนประวัติการรักษาทางจิตเวช “ต้องดูว่าขาดการรักษาต่อเนื่องหรือไม่” เพราะภาวะทางจิตเมื่อผสมกับการเสพยาจะเพิ่มพฤติกรรมรุนแรง ส่วนในเชิงอาชญาวิทยาก็มีแนวคิดความตึงเครียดสะสมอธิบายว่าผู้เผชิญแรงกดดัน หรือความคับข้องใจโดยไม่มีช่องทางจัดการมักพัฒนาสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนใช้ความรุนแรงเป็นทางออกได้เช่นนี้หากมองปัจจัยเชิงโครงสร้างประเทศไทย “อันมีปัญหายาเสพติดในสังคมมีผู้เสพเป็นหลักล้านคน” ส่วนใหญ่มักนำไปสู่สภาพผู้ป่วยทางจิตเวช “หากไม่ได้รับการบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่อง” ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดเหตุซ้ำอย่างกรณีเด็กอายุ 18 ปีใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปในโรงเรียนใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกก็ได้ประการที่ 3...“ระบบความปลอดภัยในสถานศึกษา” ปัจจุบันเหตุกราดยิงมีแนวโน้มรุนแรงเกิดถี่ขึ้น เพราะในโรงเรียนเป็นเป้าหมายที่อ่อนแอ (soft target) ผู้ก่อเหตุสามารถเข้าถึงเด็กจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว เหตุจากการมีช่องว่างในด้านมาตรการป้องกัน จึงจำเป็นต้องเร่งทบทวน และยกระดับมาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง เริ่มจากการทบทวนมาตรการความปลอดภัย “ในการจัดอบรมให้ความรู้แก่ครู บุคลากร และนักเรียน” เพื่อให้เข้าใจกับการรับมือเหตุกราดยิง หรือเหตุรุนแรงอื่นๆ นำมาปรับปรุงเป็นแผนรับมือกับบริบทแต่ละสถานศึกษาให้เด็กตระหนักรู้เข้าใจวิธีปฏิบัติตัวจะได้ไม่ตัดสินใจเสี่ยงอันตราย เช่น กระโดดจากตึกทำให้บาดเจ็บด้วยปัจจุบัน “เราให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยในโรงเรียนน้อย” จึงควรทบทวนระบบควบคุมเข้า-ออก จำกัดพื้นที่ในอาคารเรียนอย่างเป็นระบบ และจัดตำรวจมาดูแลประจำเหมือนสหรัฐฯ ทำให้การตอบสนองระงับเหตุได้เร็ว แต่สำหรับในไทยเมื่อเกิดเหตุกว่าตำรวจจะเข้ามาถึงมักเกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว “ทุกเหตุการณ์ต้องนำมาถอดบทเรียน ตรวจสอบช่องโหว่ว่าคนร้ายเข้ามาได้อย่างไร ระบบควบคุมมีปัญหาตรงไหน และควรเพิ่มการฝึกเฉพาะทาง รวมถึงงบประมาณสนับสนุน เพราะบริบทโลกเปลี่ยนไปส่งผลให้ความเสี่ยงซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นโรงเรียนจึงต้องยกระดับมาตรการให้ทันสถานการณ์ด้วย” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ว่าส่วนคำถามว่า “เหตุใดจึงแย่งอาวุธปืนจากตำรวจได้” ถ้าลำดับเหตุการณ์เชิงยุทธวิธีร่วมเบื้องต้นพบว่าผู้ก่อเหตุใช้ขวานไล่ทำร้ายชาวบ้าน ก่อนที่ตำรวจจะเข้าระงับเหตุ และมีช่วงจังหวะที่ตำรวจไปหยิบอุปกรณ์ควบคุมสถานการณ์จากในรถ จึงเกิดช่องว่างให้ผู้ก่อเหตุฉวยโอกาสเข้าทำร้าย และแย่งอาวุธไปได้สะท้อนช่องว่างในทางปฏิบัติ “ยังไม่จัดปืนไฟฟ้าให้ตำรวจมีประจำกายอย่างทั่วถึง” เรื่องนี้จึงควรเร่งจัดสรรงบประมาณ กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ประจำกาย และพัฒนาการฝึกอบรมให้เหมาะสมและเพียงพอประเด็นนี้สะท้อนว่า “ผู้ก่อเหตุอาจเตรียมการไว้ล่วงหน้าบางส่วน” อย่างเช่นการนำขวานมุ่งหน้าไปหาครูคู่ขัดแย้งเตรียมก่อเหตุแล้วเพียงแต่ว่า “บางส่วนของเหตุการณ์อาจตัดสินใจเฉพาะหน้า” อย่างจังหวะที่ตำรวจไปหยิบอุปกรณ์จากรถแล้วเกิดช่องว่างให้ฉวยโอกาสแย่งอาวุธปืนไป ตรงนี้เป็นความคิดเกิดขึ้นฉับพลันทันใดจริงๆแล้วความรุนแรงในเด็กต้องพิจารณาหลายมิติ “โดยเฉพาะการ อบรมเลี้ยงดูในครอบครัว” มีบทบาทสำคัญทั้งความเอาใจใส่ความผูกพันทางอารมณ์ และการปลูกฝังทักษะควบคุมอารมณ์แก้ปัญหาให้เหมาะสมหากเด็กเติบโตในสภาพแวดล้อม “ขาดการดูแลหรือมีความรุนแรงในครอบครัว” ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อพฤติกรรมก้าวร้าวในอนาคต “สภาพแวดล้อมในชุมชน” ก็มีส่วนสำคัญ เช่น กลุ่มเพื่อน หรือบริบทสังคมรอบตัวหากมียาเสพติดแพร่หลาย หรือพบเห็นความรุนแรงบ่อยๆ เด็กจะซึมซับจนมองพฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องปกติสุดท้ายในปัจจุบัน “การเข้าถึงสารเสพติดได้ง่ายจนน่ากลัว” ขณะเดียวกันระบบบำบัดในระดับชุมชนยังไม่เพียงพอ และไม่สอดคล้องจำนวนผู้ใช้สารเสพติดจริง ส่งผลให้เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งตัวผู้มีอาการคลุ้มคลั่งเข้ารักษา หากไม่เข้าเกณฑ์ควบคุมตามกฎหมาย และโรงพยาบาลอาจต้องปล่อยตัวกลับบ้าน ทำให้ปัญหายังวนซ้ำต่อไปปัญหาที่เห็นชัดคือ “ระบบรองรับผู้บำบัดไม่เพียงพอ” ทั้งโรงพยาบาล บุคลากร งบประมาณ ทำให้การบำบัดผู้ใช้สารเสพติดทำได้จำกัด บางครั้งทำได้เพียงให้ยาติดตามอาการระยะสั้นจนขาดการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบเพราะการบูรณาการงานยาเสพติดนั้น แม้ว่า ป.ป.ส.มีโครงสร้างระดับภาค จังหวัด อำเภอ แต่ปัญหาอยู่ที่การสั่งการข้ามหน่วยงานทำได้จำกัดระหว่างตำรวจ สาธารณสุข อสม. และฝ่ายปกครองไม่คล่องตัว อีกทั้งหลัง พ.ร.บ.ยาเสพติดฉบับใหม่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องสถานที่บำบัดสำหรับผู้ใช้สารเสพติดมีอยู่นับล้านคนในขณะนี้นี่เป็นการถอดบทเรียนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว ชุมชน ปัญหาสารเสพติด ระบบบำบัดฟื้นฟู และมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทางป้องกันทั้งระดับบุคคล ชุมชน และนโยบายสาธารณะ อันจะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุรุนแรงในอนาคตได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม