ต้อนรับเดือนแห่งความรัก ศิลปินลูกทุ่งสาว ลาดา–อาภาภัทร สุขสวัสดิ์ชล ทายาทหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าพ่อเพลงแหล่ บุญโทน คนหนุ่ม ตัดสินใจครั้งสำคัญโดยเลือกเส้นทางเป็น “ศิลปินอิสระ” หลังอยู่ชายคา ค่ายอาร์สยาม มานานถึง 10 ปี ยอมรับแอบใจหาย มีอาการโหวงเหวงอยู่บ้าง แต่อยากเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับตนเอง “มาลัยไทยรัฐ” วีกนี้เลยชวนสาวลาดามาอัปเดตชีวิตที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย ถึงขั้นเป็น “โรคซึมเศร้า” กว่าจะผ่านช่วงเวลายากลำบากไม่ง่ายเลยสาวลาดาเปิดใจครั้งแรกหลังตัดสินใจไม่ต่อสัญญาว่า “รู้สึกโหวงเหวงเหมือนกันค่ะ คือลาดาร้องเพลงตั้งแต่ 6 ขวบกับปะป๊า จนถึงอายุ 18 มาอยู่กับค่ายอาร์สยาม มีสังกัดจริงจัง จากวันนั้นอายุ 18 แต่วันนี้ 28 แล้วค่ะ ผ่านมา 10 ปีแล้ว เลยคุยกับทางค่ายกับที่บ้าน ทางปะป๊าให้เราตัดสินใจเอง เราก็เลยอยากลองเป็นสาวฟรีแลนซ์ เผื่อไปทำงานอื่นๆได้กว้างขึ้น เปิดโอกาสให้ตัวเอง เหมือนครั้งแรกที่ตัดสินใจเซ็นสัญญา เราหลุดออกมาจากอกปะป๊า ที่ผ่านมาค่ายอาร์สยามได้เปิดโอกาสให้เรามีส่วนร่วมในการทำเพลงได้ใช้ความคิด ก็ใจหายนิดนึงแต่ไม่ถึงขั้นร้องไห้ เคยเห็นพี่ๆสโมสรชิมิตอนที่พอหมดสัญญาแต่ละคนร้องไห้ เพราะใจมันแป้ว เพราะมีความผูกพันแต่ผ่านมา 3 เดือนแล้วก็โอเคค่ะ” ตอนนี้ทิศทางการทำงานของลาดาทำอะไรบ้าง “ยังร้องเพลงเหมือนเดิมค่ะ ส่วนงานอื่นๆมองว่ายุคนี้มีอาชีพอย่างเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมาก็ไปทำโน่นทำนี่อยู่แล้ว ได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ เช่น เปิดร้านมัทฉะ ดีลิเวอรี ไหนๆชงอร่อย (หัวเราะ) เราก็ต้องขายลูกค้าเลย มีทำวอลเปเปอร์มงคล ศึกษาไพ่ทาโรต์ ทำให้กับลูกค้า” อาชีพแตกต่างไปไกลจากความเป็นศิลปินมาก “ใช่ค่ะ ช่วงนี้ได้มาโฟกัสเรื่องไพ่ออราเคิล ไพ่ทาโรต์ ทำให้ได้อยู่กับตัวเอง ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ไปสวดมนต์นั่งสมาธิมากขึ้นเลยมาทางนี้ ชอบอะไรแบบนี้ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง มาทรงหมอดู (หัวเราะ) มีไลฟ์ด้วยแรกๆแอบกลัวอยู่ดีๆ แต่เรารู้ว่า เราทำได้ มีคนคอนเฟิร์มทำได้เลยไม่รอ” มีช่วงนึงจำได้ว่าลาดาน้ำหนักพุ่งพรวดมากทะลุ 70 กก. เกิดอะไรขึ้น “เป็นช่วงที่มีเรื่องราวในชีวิตมากมายเราเดินไปบอกปะป๊าว่าลูกจะพักจะไม่ร้องเพลง ไม่รับงานในวงการด้วยเพราะเรื่องราวต่างๆในชีวิตบวกกับเป็นโรคซึมเศร้าด้วย ทางปะป๊าก็บอกอยากหยุดก็ไม่ฝืน แต่คุณแม่ก็จะมีบ่นนิดนึงตั้งแต่น้ำหนัก 45 กก. บอกว่าลูกอ้วนนะ ก็เลยตั้งใจกินให้ถึง 70 กก. ให้รู้ว่านี่แหละการอ้วนที่แท้จริง (หัวเราะ) ที่ลดน้ำหนักเพราะปวดเข่า ส่วนแฟนเขาเข้าใจไม่ห้ามเพราะรู้เราเจออะไรมาบ้างแต่ด้วยเรื่องสุขภาพ อึดอัดตัวเอง ก็ค่อยๆลดมาเรื่อยๆ จาก 70 กก. เหลือ 52 กก. ถ้าทำงานถ่ายละครค่อยๆคุมลงมาอีกที ไม่งั้นไม่มีแรงร้องเพลง” อาการโรคซึมเศร้า “ทุกวันนี้หายแล้ว ตอนนั้นแย่ถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน การแข่งขันสูงอยู่ในช่วงหนัก ทุกอย่างมันแย่ก็เลยพักไป 2 ปี และสิ่งที่แย่กว่าการเป็นโรคซึมเศร้าเราต้องกินยาแล้วเราทำอาชีพในวงการนี้ ต้องเอนเตอร์ เทนคนอื่น ยากมากเพราะในหัวโล่งไม่คิดอะไร เลยตั้งใจเราต้องหายให้ได้ ไม่อยาก กินยาอีกแล้วเพราะมันทรมานมาก” ไหนๆเป็นเดือนแห่งความรักมาอัปเดตสถานะหัวใจกันหน่อยเป็นยังไงบ้าง “มีคนคุย แต่ด้วยความเป็นคนอินโทรเวิร์ต อยากให้รู้สึกมั่นใจก่อนจะแต่งงานค่อยพูดดีกว่าเพราะลาดารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่อาจจะไม่จำเป็นต่อสังคมขนาดนั้น แต่ว่าทำอะไร ไปไหนไม่เคยปิดบัง ใช้ชีวิตปกติ กินข้าว ไปไหนปกติทุกอย่างอาจจะไม่ได้พับบลิกออกไป” ปกติไปไหนกับคุณแม่ตลอดๆ ไม่คิดมีคนกล้าเข้ามาจีบ “เมื่อก่อนคุณแม่เคยหวงมากๆ จนทุกวันนี้คุณแม่เริ่มถามหาหลานแล้ว จนลาดาพูดเล่นๆ กับคุณแม่ว่าผัวยังไม่มีจะให้มีลูกได้ยังไง (หัวเราะ) คือเขาแก่แล้ว อยากมีเด็ก มีหลาน ต้องอาศัยไปเล่นกับลูกเพื่อนของลาดา หรือลูกของคุณธัญญ่า อาร์สยาม” มุมเรื่องแต่งงาน มีครอบครัวมองไกลขนาดไหน “ต้องมั่นคงมากๆในระดับนึงเหมือนกันในการแต่งงานมีลูก เพราะเราไม่รู้วันข้างหน้า ถ้าเราแต่งงานแล้วต้องเลิกแล้วเราจะดูแลตัวเองได้ไหม เรามีลูกจะดูแลลูกได้หรือเปล่า ต้องให้มั่นคงทั้งเรื่องการงาน การเงินมากๆก่อน ถ้าพูดเรื่องวงการบันเทิงไม่ใช่อาชีพที่มั่นคงขนาดนั้น เห็นพี่ๆทุกคนหาอาชีพ ทำธุรกิจ หนูก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เป็นวัยรุ่นสร้างตัว เราต้องหาจุดมั่นคงให้ตัวเองก่อนถึงไปสเต็ปต่อไปได้”.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม