ท่ามกลางกระแสที่ยกย่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นจุดสูงสุดของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ภาพที่เกิดขึ้นต้นปี 2026 กลับสะท้อนฉากการแข่งขันที่คุ้นเคยเหมือนในยุคก่อนๆเมื่อ แอนโธรปิก (Anthropic) และโอเพ่น เอไอ (OpenAI) สองผู้เล่นหลักของวงการ เลือกใช้เวทีสื่อกระแสหลักช่วงชิงความได้เปรียบทางภาพลักษณ์และตั้งคำถามต่อแนวทางธุรกิจของกันและกันชนวนปะทุขึ้นบนเวทีโฆษณาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ อย่างเกมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลชิงแชมป์ Super Bowl 2026 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ทีมซีแอตเติล ซีฮอว์กส์ คว้าแชมป์ เมื่อ Anthropic ผู้พัฒนา โคลด (Claude) ทุ่มงบโฆษณาช่วงถ่ายทอดสดตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางของ AI ที่รับเงินสนับสนุน แม้ไม่เอ่ยชื่อคู่แข่งตรงๆ แต่เนื้อหาถูกมองว่าพุ่งเป้าไปยัง ChatGPT ของ OpenAI ซึ่งมีรายงานว่ากำลังสำรวจโมเดลรายได้เพิ่มเติม รวมถึงการโฆษณา การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่คือการชนกันของ “โมเดลธุรกิจ” ที่ตั้งอยู่บนคำถามเดียวกันว่า ความไว้วางใจควรถูกบริหารอย่างไรในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกประเด็นที่ Anthropic ตอกย้ำคือความเป็นกลาง โดยชี้ว่าเมื่อแรงจูงใจทางธุรกิจแทรกอยู่ในระบบตอบคำถาม ต่อให้ออกแบบโปร่งใสเพียงใด ก็ย่อมเกิดข้อกังขาเรื่องอิทธิพลต่อคำตอบ บริษัทจึงเลือกโมเดลรายได้จากค่าสมัครสมาชิกและลูกค้าองค์กร วางตำแหน่งเป็นผู้ให้บริการ AI ที่เน้นความปลอดภัย ตรวจสอบได้ และเหมาะกับงานที่ความผิดพลาดมีต้นทุนสูง เช่น การเงิน กฎหมาย และภาครัฐขณะที่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI โต้กลับว่าการปิดทางโฆษณาอาจทำให้ AI เข้าถึงได้เฉพาะผู้มีกำลังจ่าย เขาย้ำเป้าหมายทำ AI เป็น “สาธารณูปโภคดิจิทัล” สำหรับคนจำนวนมาก และชี้ว่าโมเดลรายได้ที่หลากหลาย รวมถึงโฆษณาที่ออกแบบอย่างมีหลักเกณฑ์ อาจจำเป็นต่อการขยายการเข้าถึงโดยไม่เพิ่มภาระผู้ใช้รายย่อยหากมองลึกกว่าการโฆษณา ศึกนี้คือการชนกันของสองโมเดลธุรกิจ โมเดิลหนึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเข้มงวดแม้ต้องแลกกับการเติบโตที่ช้าลง อีกโมเดลคือการเร่งขยายการเข้าถึงเพื่อผลักดัน AI ให้เป็นเครื่องมือพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าใครถูกหรือผิด หากแต่คือสังคมต้องการ AI ในรูปแบบใดเป็นหลักในเชิงโครงสร้าง การแข่งขันนี้เกิดขึ้นอย่างน้อยสามด้าน ด้านแรกคือโมเดลธุรกิจ ว่า AI จะพัฒนาไปในทิศทางแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและโฆษณา หรือจะเป็นซอฟต์แวร์องค์กรที่เน้นความแม่นยำและความปลอดภัยด้านที่สองคือความไว้วางใจ เมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในงานการเงิน การแพทย์ และนโยบายสาธารณะ ความโปร่งใสและความรับผิดชอบจึงมีน้ำหนักไม่แพ้ประสิทธิภาพด้านสุดท้ายคือโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเบื้องหลังบริการอัจฉริยะคือการลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล ชิป และพลังงาน ใครมีกำลังการผลิตดิจิทัลมากกว่า ย่อมมีอำนาจกำหนดมาตรฐานในระยะยาวที่สำคัญ AI ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล เปรียบได้กับบทบาทของไฟฟ้าในยุคก่อนหรืออินเตอร์เน็ตในยุคต่อมาเมื่อ AI ถูกฝังอยู่ในซอฟต์แวร์องค์กร ระบบการเงิน การผลิต และบริการสาธารณะ ผู้ที่ควบคุมโมเดลและโครงสร้างพื้นฐานย่อมมีอิทธิพลต่อทิศทางข้อมูลและการตัดสินใจทางเศรษฐกิจในวงกว้างนั่นจึงทำให้การตอบโต้กันครั้งนี้มีความหมาย มากกว่าการแข่งขันช่วงชิงผู้ใช้งานทั่วไป.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทความไซเบอร์เน็ต” เพิ่มเติม