อธิบดีกรมอุทยานฯนำทีมโต้กลุ่มคนรักช้างที่เรียกร้องให้ลาออกกรณีทำช้างป่า “สีดอหูพับ” ล้มขณะเคลื่อนย้าย ยันดำเนินการตามหลักวิชาการพร้อมสั่งระงับย้ายช้างป่าที่เหลืออีก 3 ตัว ตามคำสั่งศาลปกครองไว้ก่อนจนกว่าจะหาแนวทางใหม่ที่รัดกุม ปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่และช้าง ป้องกันเหตุสลดซ้ำรอย ขณะที่ชาว อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตกเป็นเหยื่อช้างป่าทำร้ายตายเพิ่มอีกศพ คาดเป็นฝีมือ “พลายหลอน” เพื่อน “สีดอหูพับ”อธิบดีกรมอุทยานฯยันขั้นตอนการย้ายช้างสีดอหูพับที่ล้มกะทันหันบนรถบรรทุกทำถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯนำทีมชี้แจงกรณีช้างป่าสีดอหูพับล้มขณะเคลื่อนย้ายคืนถิ่นจาก อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ไปไว้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ตามคำสั่งศาลปกครอง หลังมีกลุ่มคนรักช้างรวมตัวกันเรียกร้องเอาผิดทีมสัตวแพทย์อ้างมีการยิงยาซึมเกินขนาดและให้อธิบดีกรมอุทยานฯแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกนายอรรถพลเปิดเผยว่า ขอยืนยันว่าการปฏิบัติงานครั้งนี้ทำภายใต้หลักวิชาการ เราต้องรักษาสมดุลระหว่างสวัสดิภาพของสัตว์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จากนี้ให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมดและใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ เพื่อปรับปรุงแนวทางให้รัดกุมยิ่งขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ส่วนกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสได้ประสานพนักงานสอบสวนร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนก่อนการชันสูตรและฝังกลบ ส่วนช้างที่เหลืออีก 3 ตัว คือพลายงาจิ๋ว พลายคุถัง และสีดอน้อย สั่งระงับเคลื่อนย้ายไว้ชั่วคราว เพื่อรายงานอุปสรรคหน้างานให้อัยการทราบ และนำเสนอต่อศาลปกครองถึงข้อจำกัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงปัญหาการยอมรับของคนในพื้นที่ปลายทาง เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้จะมีความปลอดภัยสูงสุดต่อทั้งเจ้าหน้าที่และสัตว์ป่านายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) เปิดเผยว่า ช้างป่ากลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มาตั้งแต่ปี 2566 ทำร้ายชาวบ้านบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย จนนำไปสู่คำสั่งศาลปกครองขอนแก่นเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2568 ให้กรมอุทยานฯเคลื่อนย้ายช้างดุร้ายทั้ง 4 ตัว ออกนอกพื้นที่ภายใน 30 วัน ศาลมองว่ามาตรการบรรเทาทุกข์ราษฎรไม่สามารถรอได้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปฏิบัติการกับสีดอหูพับเป็นรายแรกด้าน สพ.ญ.กิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ เปิดเผยถึงการใช้ยาซึมและผลชันสูตรซากช้างว่า เจ้าหน้าที่ยิงยาซึมในปริมาณที่คำนวณจากน้ำหนักตัว 2-2.5 ตัน และความสูง 2.44 เมตร สอดคล้องกับวัยเจริญพันธุ์ของช้างช่วงอายุ 15-20 ปี มีการให้ยาซึม 4 เข็ม ระหว่างการเคลื่อนย้าย ช้างตื่นตัวผิดปกติและร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้ทีมสัตวแพทย์จะช่วยเหลือฉุกเฉินทั้งการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม 1 เข็ม รวม 5 เข็ม และการกู้ชีพแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรเบื้องต้นเกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากสำลักอาหารอุดตันหลอดลม เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากความเครียดสะสม“การอดอาหารช้างป่า 10-15 ชั่วโมงก่อนวางยาเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะเราไม่สามารถเดินไปบอกช้างให้หยุดกินได้ เราเสนอแนวทางใหม่คือการศึกษานาฬิกาชีวิต หรือช่วงเวลาที่ช้างพักผ่อนและเริ่มย่อยอาหาร (03.00-05.00น.) เพื่อใช้เป็นช่วงเวลาทองในการเข้าปฏิบัติงาน รวมถึงจะมีการตรวจสอบการใช้ยาและสารคัดหลั่งอย่างโปร่งใสเพื่อยกระดับมาตรฐานการใช้ยาในอนาคต” สพ.ญ.กิตติยาภรณ์กล่าวส่วนที่ จ.ขอนแก่น เที่ยงวันเดียวกัน พ.ต.ท.ณัฏฐชัย เขียวจันทร์ สว.สอบสวน สภ.ชุมแพ รับแจ้งช้างป่าทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิตในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงลาน บริเวณป่าห้วยแย้ หมู่ 12 ต.นาหนองทุ่ม ทราบชื่อผู้ตายนายไพบูลย์ มูลจันทร์ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 305 หมู่ 2 ต.ภูห่าน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น สภาพนอนคว่ำหน้า ศพเน่าเปื่อย ร่างกายแหลกเหลวกะโหลกแตก รถ จยย. อุปกรณ์ดักสัตว์และโทรศัพท์มือถือล้มกระจัดกระจาย สอบถามญาติผู้ตายทราบว่า นายไพบูลย์ไปดักกระแตตั้งแต่เย็นวันที่ 7 ก.พ.แล้วหายไป ญาติตามหามาหลายวัน กระทั่งพบศพถูกช้างทำร้ายด้านนายธรรมศิษฐ์ ชารู หน.อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน เปิดเผยว่า บริเวณป่าแห่งนี้เป็นเส้นทางของช้างป่า 3-4 ตัว ออกหากิน เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.ภูกระดึง จ.เลย กับ อ.ภูผาม่าน อ.สีชมพู และอ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ชาวบ้านเคยเห็นช้างกลุ่มนี้อยู่บ่อยครั้ง มีพลายงาจิ๋ว พลายหลอน และพลายพายุ เป็นช้างกลุ่มเดียวกับพลายสีดอหูพับที่ล้มไป เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังผลักดันทุกวันทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นฝีมือของพลายหลอน หรือเป็นช้างในกลุ่มนี้ตัวใดตัวหนึ่งทำร้าย ฝากแจ้งเตือนชาวบ้านในพื้นที่ให้ระวังอย่าเข้าป่าเพียงลำพัง หากเผชิญหน้ากับช้างป่าในตั้งสติและอยู่นิ่งๆในที่ปลอดภัยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่