ระหว่างที่เขียนคอลัมน์เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ–อิหร่าน กำลังจัดประชุมหารือหาทางคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดทางความมั่นคง จากกรณีอเมริกาเตรียมเปิดสงครามกับอิหร่านอย่างไรก็ตาม ทิศทางมันค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า สงครามอาจ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก “เงื่อนไข” ของการเจรจานั้น ทางฝ่าย สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยอมปฏิบัติตามดังต่อไปนี้ 1.ยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์อย่างถาวร 2.ลดปริมาณขีปนาวุธในคลังแสงและปรับแก้ขีปนาวุธให้ยิงได้สั้นลง 3.ยุติการสนับสนุนเครือข่ายความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ว่าฮามาส ปาเลสไตน์ เฮซบอลเลาะห์ เลบานอน ฮูตีเยเมนแถมยังมีข้อ 4 ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลงๆลืมๆ วันหนึ่งพูดอีกวันหนึ่งไม่พูดนั่นคือ ต้องยุติการประหัตประหารผู้ประท้วง (แม้ว่าการชุมนุมความวุ่นวายใน อิหร่านจะจบไปแล้วตั้งแต่เดือน ม.ค.)บางประเทศย่อมไม่เรียกสิ่งนี้ว่า การเจรจา แต่เป็นการยื่นคำขาดให้อีกฝ่ายปฏิบัติตาม โดยไม่สนใจว่าจะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ซึ่งแน่นอนแหล่งข่าวในรัฐบาลภูมิภาคตะวันออกกลางมองเรื่องนี้ว่า นี่คือการสร้าง “ความชอบธรรม” ตามสูตรการใช้กำลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ไปพูดได้เต็มปากภายหลังว่า เราอุตส่าห์ยื่นไมตรีเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามให้แล้ว แต่อิหร่านไม่ยอมโอนอ่อนเลยและไม่แปลกแต่อย่างใดที่ตลอดสัปดาห์ก่อนเจรจา เหล่านักการเมืองสหรัฐฯต่างออกมา รับลูกกันเป็นแถว ช่วยสร้างเรื่องราวในทิศทางว่า อิหร่านไม่ยอมคุย การไปคุยกับอิหร่านเป็น เรื่องเปลืองออกซิเจน หรือการที่รองประธานาธิบดี สหรัฐฯ มาบอกว่าอิหร่านเป็นชาติที่ประหลาด ทำไมผู้นำสหรัฐฯ ถึงต่อสายตรงคุยกับ “อยาตอล เลาะห์” ไม่ได้ ต้องไปคุยผ่านประธานาธิบดี ที่สุดท้ายแล้วไม่ใช่คนตัดสินใจตัวจริงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประชาคมโลกได้รับรู้มาแล้วหลายต่อหลายครั้งว่า สหรัฐฯเป็นชาติที่ทรงพลัง และมีอำนาจในการกำหนดเรื่องราวในลักษณะแบ่งฝ่ายพระเอก-ผู้ร้าย เพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกราน การเข้าไปถล่มประเทศอิรักจนยับเยินในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 2 เกิดขึ้นภายใต้ข้อกล่าวหาเท็จว่า อิรักครอบครองอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง การบุกอัฟกานิสถานจำเป็นต้องทำ เพื่อกวาดล้างผู้บงการเหตุโศกนาฏกรรม 9/11 การจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. คือปฏิบัติการรักษากฎหมาย ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร มีความพัวพันกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติด และแก๊งอาชญากรรมที่เข้ามาทำลายความสงบของสังคมอเมริกัน มาถึงคราวของอิหร่าน เรื่องราวทั้งหมดก็ได้ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นกัน เหลือเพียงแค่รูปแบบและเวลา กองทัพสหรัฐฯจะนำ Assets ขุมกำลังที่ระดมเข้าในไปภูมิภาคตะวันออกกลางมาใช้อย่างไร ซึ่งสิ่งแรก ที่ต้องประเมินคือ รัฐบาลสหรัฐฯ มี Endgame เป้าหมายหลักอะไร มีรายงานเป็นระยะๆว่า สหรัฐฯ ต้องการ “เปลี่ยนรัฐบาลอิหร่าน” เพื่อหาหุ่นเชิดตัวใหม่แบบที่ทำกับรัฐบาลเวเนซุเอลาใช่หรือไม่หากเป็นไปในโจทย์นี้ ก็จะสอดคล้องกับรายงานข่าวจากกลาโหมเพนตากอน ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ปฏิบัติการเป็นอย่าง “รวบรัดตัดจบ” ไม่สิ้นเปลืองไม่ยืดเยื้อ ซึ่งคำถามต่อมาคือ การเข้าไปจับตัวหรือสังหารบุคคลระดับสูงในรัฐบาลอิหร่าน จะทำได้ง่ายหรือไม่ เนื่องจากกรุง “เตหะราน” อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน กองทัพสหรัฐฯจะต้อง ดำเนินการอย่างรัดกุม ใช้กองเรือบรรทุกเครื่องบินในทะเลอาระเบียและ กองบินในชาติพันธมิตรตะวันออกกลางรอบๆอิหร่าน เปิดฉากทิ้งระเบิดปูพรมทำลายภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยรบ พิเศษที่ส่งเข้าไปตามด้วยการประเมินความเป็นไปได้ว่า หน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ จะถูกส่งเข้าไปในเส้นทางไหน ส่งตรงจากกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่งตรงจากอิสราเอลผ่านซีเรีย–อิรักเข้าไปในอิหร่าน หรือส่งตรงจากชาติที่พรมแดน ติดกับอิหร่าน อย่าง อิรัก บาห์เรน กาตาร์ ปากีสถาน หรืออาเซอร์ไบจาน ซึ่งชาติรั้วรอบ ขอบชิดเหล่านี้ต่างบอกว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่โอเคที่สหรัฐฯจะมาใช้ดินแดน หรือน่านฟ้า ดำเนินการใดๆ เพราะไม่คุ้มกับการถูกมหา อำนาจเปอร์เซีย ตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยขีปนาวุธในทางกลับกัน ตัวแปรที่สำคัญอีกประการคือ พละกำลังของกองทัพอิหร่านที่อยู่ในระดับมหาอำนาจของตะวันออกกลางและมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการ “เชิงรุก” ซึ่งต่างจาก ชาติอื่นๆที่สหรัฐฯเคยรุกรานมา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ในทะเลอาระเบียจำเป็นต้องย้ายตำแหน่งที่ตั้ง หลังจากอิหร่านเริ่มทำการ “วัดระยะ” ส่งโดรนลาดตระเวนชาเฮด-139 เข้าทดสอบขอบเขตที่จะทำให้กองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจยิงโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง โดรนชุดแรกที่เข้าไปได้ทำให้อิหร่านรับรู้แล้วว่า “กฎการปะทะ” Rules of engagement หรือ ROE ของสหรัฐฯเป็นเช่นไร เปิดทางให้ชุด อื่นๆเข้าไปจับตาความเคลื่อนไหวในจุดที่ไม่แหย่หนวดเสือ ไม่รวมถึงความเคลื่อนไหวของ “กองเรือดำน้ำอิหร่าน” ที่ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องเพิ่มเที่ยวบินตรวจตราในทะเลอาระเบียทั้งหมดนี้ ถือเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯต้องคิดคำนวณให้ตกผลึก ไม่รวมถึง การสร้างสมดุลกับ “อิสราเอล” ที่แสดงท่าที ชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯเปิดฉากก่อนเพื่อร่วมผสมโรงปราบอิหร่านคู่ปรับตลอดกาล ส่งคณะเสนาธิการเข้าหารือกับเพนตากอนหลายครั้ง เพื่อ “ชี้เป้าหมาย” ว่าหากอเมริกันจะถล่ม ควรถล่มอะไร และเอาเข้าจริงงานนี้ จะต้องมีการแบ่งหน้าที่กันหรือไม่ คนหนึ่งรับจัดการเป้าหมายทางทหาร คนหนึ่งรับ จัดการเป้าหมายบุคคลสำคัญเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนยากที่จะหันหลังกลับ ความหวังที่จะเกิด “การโจมตีแบบรักษาหน้า” เหมือนปฏิบัติการ “ค้อนเที่ยงคืน” เดือน มิ.ย.2568 กำลังอยู่ ในสภาพริบหรี่ ซึ่งสุดท้ายนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะเลือกเดินเส้นทางใด เป็นเรื่องที่สมควรจะต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม