“กองทุนประกันสังคม” กลับมาอยู่กลางพายุสังคมอีกครั้ง ไม่ใช่...เพราะสวัสดิการดีขึ้น ไม่ใช่...เพราะผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์งอกเงย หากแต่เป็นเพราะ “กลิ่นไม่ชอบ มาพากล” ที่ทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง...ถูกสังคมตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณคำถามที่ดังขึ้นคือ...นี่คือเรื่องใหม่ หรือแค่เรื่องเก่าที่ถูกขุด ขึ้นมาเล่าใหม่?คำตอบอาจเจ็บปวด แต่ตรงไปตรงมา...ตลอดกว่า 30 ปีของกองทุนยักษ์ใหญ่มูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท เรื่องทำนองนี้“ไม่เคยหายไปไหน” ตั้งแต่โครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ 2.8 พันล้านบาท การซื้อตึกวัฏจักร...งบดูงานต่างประเทศ...ไปจนถึงการลงทุนที่ผิดพลาดทั้งหมดเคย...เกิด เคย...ถูกตั้งคำถาม เคย...มีการสอบสวน และ...เคยมีบทสรุปคลาสสิกว่า “ต้องปฏิรูประบบประกันสังคม”แต่คำว่า “ปฏิรูป” กลับกลายเป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกพูดซ้ำ เหมือนฉากเดิมในละครบ้านทรายทอง...สร้างกี่รอบ เนื้อเรื่องก็ยังเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่นักแสดงภาสกร จำลองราช “สำนักข่าวชายขอบ” เว็บไซต์ www.transbordernews.in.th เปิดประเด็นพร้อมวิเคราะห์ในเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ในหัวเรื่องว่า “หนังม้วนเก่าใน สปส.กับข้อเสนอใหม่–แยกกองทุนชราภาพ ของ ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์”ที่ผ่านมากับบทสรุปที่ว่า...ต้องมีการปฏิรูประบบประกันสังคม แต่จนแล้วจนรอดการปฏิรูประบบประกันสังคมก็ไม่เคยเป็นจริงได้ ภาสกร บอกว่า เพราะนักการเมืองที่เข้ามาดูแลกระทรวงแรงงานในระดับนโยบายต่างก็แฮปปี้ในการใช้เงินของกองทุนประกันสังคม เช่นเดียวกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงานต่างก็ต้องการนั่งตำแหน่งเลขาธิการ สปส.เพราะคือบ่อเงินบ่อทองที่สามารถนำไปจัดสรรแบบเอื้ออาทรกับฝ่ายการเมืองได้อย่างลงตัวนี่คือภาพสะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นหรือไม่?...เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า? ลองพิจารณากันดูว่าเป็นเรื่องจริงไหม?ประเด็นน่าสนใจมีอีกว่า...การเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาของ “บอร์ดประกันสังคม” จากอดีตในฝ่ายลูกจ้างมีแต่ผู้นำแรงงานกลุ่มเดิมๆที่เข้าไปนั่งเป็นไม้ประดับในที่ประชุมและคอยพยักหน้าตามวาระที่ฝ่ายเลขาฯชงให้ พอ...เปลี่ยนเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งทำให้...ขยะที่อยู่ใต้พรมจำนวนมากทยอยถูกเปิดให้สังคมได้เห็น“เหมือนย้อนกลับไปดูละครบ้านทรายทอง ที่ไม่ว่าจะสร้างกี่ครั้งเนื้อเรื่องยังคงเดิม เปลี่ยนแค่ผู้แสดง”ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยืนยันสถานการณ์ของกองทุนขนาดใหญ่แห่งนี้ไม่ได้แตกต่างจากอดีตมากนักจากการทำงานวิจัยเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพโดยเฉพาะงานด้านประกันสังคมมายาวนานกว่า 20 ปีตั้งแต่กองทุนแห่งนี้ยังมีเม็ดเงินหลักพันและหลักหมื่นล้าน จนขยับมาเป็นกองทุนที่ใหญ่โตสุดของประเทศ 2.8 ล้านล้านบาท“แม้การขุดคุ้ยความไม่โปร่งใสด้านงบประมาณของบอร์ดประกันสังคมจะมีแรงกระเพื่อมจากสังคม แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในกองทุนประกันสังคมคือความไม่ยั่งยืน ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนาน”ประเด็นสำคัญมีว่า...การที่มีคนรุ่นใหม่เข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคม การที่มีข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อนคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเยอะขึ้น มีคนใส่ใจเรื่องประกันสังคมเยอะขึ้น เลยทำให้แรงกระเพื่อมค่อนข้างใหญ่ แล้วสื่อโซเชียลด้วยที่ทำให้ทุกวันนี้ก้าวกระโดดกระจายเร็วขึ้น แต่...ในแง่ของปัญหาเรียกว่าเป็นปัญหาเดิมเลย คือรากฐานของการบริหารจัดการประกันสังคมที่มันไม่มีความโปร่งใส ปัญหาในเชิงโครงสร้างของที่มันจะไม่ยั่งยืน ยังอยู่ที่เดิมปัญหาใหญ่คือ “บริหารจัดการ” ที่แม้จะมีตัวแทนบางฝ่ายเข้าไปได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้...ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการเมืองแทรกแซงก็ยังเป็นเหมือนเดิมอดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังบอกด้วยว่า ปัญหากองทุนประกันสังคมที่ถูกรุมทึ้งกัดกินมานาน แม้จะเริ่มแสดงอาการน่าเป็นห่วง แต่ถ้ารักษาเร็วเชื่อว่ายังพอมีช่องทางที่สามารถเยียวยาให้หายได้“ดิฉันเสนอไปนานแล้วว่าเราต้องเอาประกันสังคมออกนอกระบบ แต่ตอนนี้อยากบอกให้ชัดขึ้น สิ่งที่ควรเอาออกนอกระบบคือกองทุนบำนาญชราภาพที่อยู่ในกองทุนประกันสังคม ส่วนสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆให้วางกองไว้ที่เดิม ให้ สปส.ดูแลต่อไป” ศ.ดร.วรวรรณ ว่า นี่คือแนวทางซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอของหลายฝ่ายที่ต้องการให้กองทุนประกันสังคมทั้งระบบแยกออกเป็นองค์กรอิสระที่หลุดจากระบบราชการ...“ดึงเอากองทุนบำนาญชราภาพออกมา แล้วบริหารจัดการแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถ้าเราทำ กบข.สำหรับข้าราชการได้ เราก็ต้องทำกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับลูกจ้างได้เช่นกัน”โดยออกกฎหมายให้มีองค์ประกอบที่เหมาะสม ให้มีกระบวนการสรรหาผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุนมาเป็นผู้บริหาร มีต้นแบบสำหรับราชการแล้ว...ทำไมจะทำแบบเดียวกันสำหรับลูกจ้างไม่ได้เปิดหน้าสู่...“ธรรมาภิบาล” “มืออาชีพด้านการลงทุน” “กลไกกันการเมืองแทรกแซง”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม