ถูกมองว่าเป็นไพ่ใบสุดท้ายของตระกูลชินวัตรที่จะกอบกู้พรรคเพื่อไทย เพียงเวลาแค่เดือนเศษ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี วัย 46 ปี อย่าง “ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ก็ได้กระแสตอบรับแรงเกินคาด เพราะใช้ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ บวกกับบุคลิกนุ่มนวล สร้างเสน่ห์ให้เป็นที่จดจำ “ผมเติบโตในครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นผู้พิพากษา ที่ต้องย้ายไปประจำตามที่ต่างๆ เช่น เชียงใหม่, เชียงราย, พังงา, ระยอง, ชลบุรี, นนทบุรี และกรุงเทพฯ ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาลทำงานที่สาธารณสุข ครอบครัวเราต้องย้ายตามพ่อตลอด พื้นฐานผมจึงเป็นลูกข้าราชการที่ย้ายไปทั่วทุกภาคของประเทศ เราไม่มีบ้านนะ ส่วนมากจะอยู่บ้านหลวง เพิ่งมามีบ้านตอนคุณพ่อออกจากศาลนนท์ จำเป็นต้องเข้ากระทรวง คุณพ่อจึงตัดสินใจซื้อบ้าน เพราะครอบครัวเราใหญ่ขึ้น พวกเรามีบ้านหลังแรกอยู่ที่บางบัวทอง พอเริ่มมีบ้านของตัวเอง คุณแม่บอกว่าค่าใช้จ่ายไม่ไหวแล้ว ก็เลยต้องทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ทุกคนมองว่าผมมาจากครอบครัวธุรกิจ ที่จริงเป็นครอบครัวข้าราชการ คนนึกว่าเกิดมาสบาย แต่ผมไม่ได้สบายมาตั้งแต่เด็ก เราก็สู้ของเรามาจนสำเร็จ จากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่เด็กคุณพ่อจะสอนตลอดว่าต้องเรียนเยอะๆ เพราะคุณพ่อจน ไม่ค่อยมีตังค์ เป็นลูกคนทำสวนยาง ได้ทุนมาเรียนกรุงเทพฯ และทุนเรียนต่อมหาวิทยาลัย คุณพ่อเล่าว่าเพราะพ่อตั้งใจเรียน ถึงมาได้ขนาดนี้และมีคนเกรงใจ เราก็จำฝังใจไม่ว่าเกิดอะไรต้องตั้งใจเรียน”...“อาจารย์เชน” เล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ มีนิสัยส่วนตัวอะไรที่คนใกล้ตัวรู้ แต่คนทั่วไปมองไม่เห็นผมเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกคนมาก และจะมีเซ้นส์ไวเรื่องความรู้สึกคน คิดว่าตัวเองเป็นได้หลายบุคลิก เวลาทำงานเราก็เต็มที่ แต่ถ้าต้องเล่นต้องสนุกก็ทำได้ ผมเป็นคนที่มีความสุขกับเรื่องเครียด บางคนจะมองว่าอ่านหนังสือเยอะแล้วเครียด แต่สำหรับผมสิ่งที่ทำให้มีความสุขคือการศึกษาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา จะได้รู้สึกสบายใจ มีคอมฟอร์ตโซนสามารถงัดความรู้ออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ เวลาเครียดก็คือตอนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ เรารู้สึกว่าถ้าใครคุยกับเราแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เราจะรู้สึกไม่ดี ผมอยากเล่าอยากแชร์เรื่องใหม่ๆที่ไปเจอมา ตอนเช้าบางคนก็โทร.มาที่เล่าเมื่อคืนมันจริงไหม ถ้าจริงเราไปทำด้วยกัน ส่วนตัวเวลาเครียดจะเดินเข้าร้านหนังสือไปหาความรู้ใหม่ๆ ตอนนี้กำลังสนใจอ่านเรื่องข้าว อยากรู้ว่าทำยังไงให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น ผมเป็นคนที่ถ้าทำอะไรแล้วเราอยากทำให้มันดี บางเรื่องไม่เก่งเลยนะ แต่ผมจะพยายามทำให้ออกมาดี ทุกอย่างที่ทำเราจะใส่เต็มแม็กซ์ และรับผิดชอบในสิ่งที่ทำเต็มที่ หนึ่งวันของอาจารย์เชนหมุนเร็วขนาดไหนก่อนมีภารกิจการเมือง ผมจะตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ผมขับรถไปมหาวิทยาลัยเอง ระหว่างเดินทางจะชอบเปิดยูทูบและพอดแคสต์ฟังความรู้ใหม่ๆเรื่องที่สนใจ พอ 9 โมงเช้าก็เริ่มนั่งโต๊ะทำงาน ตลอดวันจะมีนัดเจอคนนั้นคนนี้คุยกับหลายวง ผมเป็นคนชอบเน็ตเวิร์ก ส่วนตอนเย็นถ้าไม่มีนัดต่อ ก็จะกลับบ้านทานข้าวกับครอบครัว เล่นกับลูกๆ และอ่านนิทานให้ฟังก่อนนอน แต่ถ้าวันไหนงานยุ่งต้องเตรียมงานต่อ ภรรยาก็จะดูแลลูกๆให้ อาจารย์เป็นคุณพ่อสไตล์ไหนผมเป็นสายเอาใจและตามใจลูก ปล่อยให้แม่คุมเรื่องระเบียบวินัย อันไหนขอแม่ไม่ได้ เขามาขอพ่อ เราก็ใจอ่อนนะ จะโอ๋ลูกหน่อยดูแลสุขภาพยังไงให้ฟิตเสมอผมระวังเรื่องอาหารการกินพอสมควร จะหลีกเลี่ยงของทอดของมัน อาหารจานโปรดที่ทานประจำคือข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาว เวลาว่างจากงานก็จะนัดเตะบอลกับเพื่อนๆ อาทิตย์หนึ่งต้องวิ่ง 2-3 วัน ส่วนเรื่องรูปลักษณ์ภรรยาจะเป็นคนดูแล เช่น เตือนให้ตัดผม หรือทำไมหน้าแห้งจังต้องทาครีมแล้วนะ ปกติผมไม่ค่อยแต่งตัว ทั้งตู้มีแต่เชิร์ตขาวกับกางเกงดำ คุณแม่ก็ชอบซื้อเสื้อมีสีสันมาให้ การเกิดมาในครอบครัวการเมืองเป็นผลบวกหรือลบกับชีวิตผมคิดว่าบวกนะครับ โดยเฉพาะเรื่องที่เราสามารถคุยกับคนเก่งๆ และมีประสบการณ์ได้ตลอดเวลา ทำให้เราได้รับคำแนะนำที่มีค่ามาก ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ ส่วนข้อเสียคือคนอาจจะมองได้หลากหลาย แต่ด้วยความที่เราเป็นตัวของเราเอง ยืนหยัดในสิ่งที่เราทำด้วยตัวเองมาตลอด เดือนกว่าที่ผ่านมาทำให้คนเข้าใจเรา และไม่ค่อยมีประเด็นพวกนี้แล้วย้อนบทเรียนชีวิตเหตุการณ์ไหนหนัก หน่วงที่สุดผมว่าน่าจะเป็นช่วงที่ครอบครัวเราโดนรัฐประหาร ตอนนั้นถูกอายัดทรัพย์หมดเลย ผมเรียนอยู่ก็ต้องดูแลตัวเองไป พ่อแม่ไปคนละทิศละทาง ผมคิดว่าประเทศไทยไม่ควรจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว เราจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีอารยะขึ้น ต้องมีประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบ เราเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งต้องธำรงไว้และยึดถือ ถ้าอาจารย์ได้เป็นนายกฯ ประเทศไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างไรเราจะยกเครื่องประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งแน่นอนว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน คำว่ารายได้สูงคือเป็นประเทศที่ภาคการเกษตรก็มีรายได้สูง ภาคอุตสาหกรรมก็มีรายได้สูง ภาคท่องเที่ยวและบริการก็มีรายได้สูง โดยผ่าน 2 กลไกหลักคือ 1.อัปเกรดเครื่องยนต์เดิม ผ่านเกษตรกรรมมูลค่าสูง, อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคบริการ 2.สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ผ่านการดึงดูดการลงทุน (FDI), ปลุกปั้นประเทศไทยให้เป็น “Wellness & Medical Hub” นำเสนอการท่องเที่ยวเพื่ออัปเกรดสุขภาพ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เศรษฐกิจมูลค่าสูงจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากรัฐบาลที่เข้มแข็ง ที่จะทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม, ทำสงครามกับคอร์รัปชัน, สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ และสร้างคน โดยปฏิรูปการศึกษาทุกระดับให้สอดคล้องกับเป้าหมายเศรษฐกิจ โดยอัปสกิลและรีสกิลแรงงาน เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ผมยังเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ผมจะใช้วิทยาศาสตร์นำการเมือง และพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใสอาจารย์มักเน้นว่าต้องเป็นผู้ให้ก่อน แล้วทุกคนจะกลับมาช่วยเรา?ผมเรียนรู้เรื่องนี้มาจากตอนที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยๆเพราะตามคุณพ่อ เราไม่มีเพื่อน ถ้าเพื่อนจะคุยกับเรา เราก็ต้องมีอะไรให้เขา ผมจึงอาสาติวหนังสือให้เพื่อนๆ ผมเป็นคนที่ชอบอ่านชอบหาความรู้ใหม่ๆ ที่คนไม่มี แล้วแบ่งปันให้คนอื่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้คนรักเรา พอคนเปิดใจคุยกับเรา รู้สึกว่าเราเป็นคนที่น่าคุยด้วย คุยด้วยแล้วมีประโยชน์ เขาถึงจะรักในตัวตนจริงๆของเรา นอกจากการเป็นผู้ให้ก่อน อะไรคือทักษะที่ขาดไม่ได้ของผู้นำยุคใหม่ผมคิดว่าผู้นำยุคใหม่ต้องมี 2 เรื่องคือ ต้องมี “Empathy” การเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนอื่น ขณะเดียวกันก็ต้องมาพร้อมกับ “Vision” คือวิสัยทัศน์ เพราะวันนี้ถ้าคุณตามคนอื่นหมด คุณไม่มีทิศเลยนะ คุณไปไม่ถูกเหมือนกัน ฉะนั้นคุณต้องมีทิศ พอมีทิศชัดเจนปุ๊บ คุณต้องชวนคนอื่นมาทำตามทิศที่เรามองเห็น เมื่อชวนเขามาแล้วก็ต้องฟัง เป้าคืออย่างนี้ แต่วิธีการไม่เป็นไร อาจจะไม่เหมือนที่เราคิดก็ได้ เราต้องฟังทุกคน และทำให้ทุกคนเชื่อในเป้าหมายเดียวกันกับเรา โดยที่ทำให้เขารู้สึกแฮปปี้ด้วยดูเหมือนอาจารย์อยากเป็นผู้นำที่เก่งและเป็นที่รักด้วย ใช่ครับ (ยิ้ม) คำว่าการเป็นที่รักคือการรวมพลังคนที่ใช่และรักเราให้มาเจอกัน ปัจจุบันไม่มีใครเก่งที่สุดคนเดียวแล้ว สมัยก่อนผู้นำต้องออกรบเก่ง แต่สมัยนี้ไม่ใช่แล้ว ผู้นำที่ดีต้องใช้ทุกทักษะมารวมกัน และสามารถรวมพลังคนได้อะไรคือหัวใจของการเป็นผู้นำแห่งความเป็นไปได้ ผมเชื่อว่าถ้าเริ่มจากพื้นฐานที่ดี ทุกอย่างเป็นไปได้!! คนส่วนใหญ่จะชอบคิดกันว่าคนไทยเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะรวยขึ้น หรือประเทศไทยเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะสะอาดสวยงาม หรือเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำๆ แต่ทุกประเทศก็เกิดมาจากแบบนี้หมด ทำไมเขาทำได้แล้วเราทำไม่ได้ แสดงว่าเรายังไม่เจอการรวมตัวกันของคนที่ใช่มากกว่า ผมว่าจุดเปลี่ยนของประเทศไทยคือต้องบอกตัวเองว่าทุกอย่างเป็นไปได้!! หลังจากเป็นไปได้ เราต้องรวมพลังคนที่ใช่ให้มาเจอกัน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้แค่ไหนที่มนุษย์จะอายุยืนยาวถึง 120 ปีผมว่าเรื่องนี้เป็นไปได้สูงมาก ด้วยความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีของ “Genomics” ทำให้สามารถถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อเข้าใจลักษณะเฉพาะของร่างกายแต่ละคน ภายใต้เทคโนโลยีนี้จะสามารถระบุถึงความผิดปกติในพันธุกรรมของแต่ละคน และบ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดโรคของแต่ละคน ทำให้สามารถรักษาโรคได้อย่างตรงจุด หรือแม้กระทั่งตัดต่อพันธุกรรมเพื่อแก้ไขยีนที่ผิดปกติได้อย่างตรงจุด ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพเรื่องนี้ และสามารถขายความเป็น “Wellness & Medical Hub” ต่อชาวโลกได้ ผมสนับสนุนเต็มที่ถ้าไม่มีคำนำหน้าว่าแคนดิเดตนายกฯ อยากให้คนจดจำอาจารย์ในฐานะอะไร คนที่วางรากฐานให้ประเทศไทยมีรายได้สูงขึ้น และคนสร้างรัฐบาลดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า โดยปลอดคอร์รัปชัน.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม