การเมืองไทยที่อยู่ภายใต้สถานการณ์การกดดันจาก สภาพภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย ทำให้ระบอบประชาธิปไตย ถูกบิดเบือน จากการเลือกตั้ง เป็น การลากตั้ง เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งแต่ละครั้งก็จะมีพรรคการเมืองที่ถูกกำหนดให้ชิงดำกันอยู่ไม่กี่พรรค โดยอาศัยสถานการณ์ และการสร้างสถานการณ์เป็นตัวกำหนดวันนี้เป็นภาคบังคับที่คนไทยจะต้องเลือกส้ม น้ำเงิน และ แดงเท่านั้นสีน้ำเงิน แสดงถึงสัญลักษณ์ของขั้วอนุรักษ์นิยมแบบเข้มข้น อิงอำนาจสถาบันและกองทัพ เป็นการสืบอำนาจจากลุง และฐานเสียงของลุง จึงกำหนดนโยบายในเชิงอนุรักษ์นิยมแบบดั้งเดิม เช่น นโยบายความสงบบริเวณแนวชายแดน การสนับสนุนให้อำนาจกองทัพ รักษาสถาบัน โดยเฉพาะ การใช้สถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชามาเป็นภาพลักษณ์ของการหาเสียง ไม่เน้นการดีเบต หรือเน้นนโยบายใหม่ๆ ไม่เน้นการปฏิรูป เช่น จะชูนโยบายคนละครึ่ง ที่เคยทำได้ผลมาแล้วสมัยรัฐบาลลุง เป็นต้นพรรคสีส้ม ยังคงเส้นคงวาในการนำเสนอนโยบายปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงนโยบายในปัจจุบันสู่ความทันสมัยเป็นประชาธิปไตยใหม่ ที่มองการปฏิรูปเป็นหลัก เช่น การใช้นโยบายการแก้ปัญหาในระบบประกันสังคม รณรงค์ให้เอาการบริหารจัดการระบบประกันสังคมออกจากระบบราชการ ตามที่ปรากฏหลักฐานถึงการไม่พัฒนาและไม่มีความโปร่งใสของระบบประกันสังคม ซึ่งต่อไปน่าจะหมายถึงระบบประกันสุขภาพ กองทุนสาธารณะบริการสวัสดิการทางสังคมต่างๆ เช่น ในองค์การทหารผ่านศึกในกองทัพ และระบบกฎหมายของประเทศรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบให้ชัดคือ เป็นการตัดสินใจเลือกระหว่างอดีตกับอนาคตส่วนสีแดง ไม่เน้นอดีตหรืออนาคต แต่เน้นปัจจุบัน ชูนโยบายประชานิยม เป็นหลักการของนโยบายพรรค ที่ฮือฮาที่สุด คือ เศรษฐีเงินล้าน ทำเอาปั่นป่วนไปทุกวงการ สีแดงในอดีต เคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งทุน เน้นลดแลกแจกแถม ไม่เน้นขั้วหรือข้างใดข้างหนึ่ง บางทีก็เน้นประชาธิปไตย บางโอกาสก็เน้นอนุรักษ์นิยมใหม่พฤติกรรมและตัวช่วยก่อนการลงคะแนนเลือกตั้ง จะเป็นการเร่งให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะเลือกสีไหน โดยเฉพาะครั้งนี้ บีบให้เลือกสีใดสีหนึ่งให้ชัดเจน ซึ่งมีโอกาสที่จะหักปากกาโพลหรือพลิกล็อกเหนือความคาดหมายได้ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตผลลัพธ์ออกมามีแค่สองทาง นรกหรือสวรรค์เท่านั้น.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม