เมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงสงคราม “เพนตากอน” สหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศประจำปี 2569 แสดงเจตจำนงการฟื้นฟูสันติภาพด้วยกำลัง เพื่อยุคทองใหม่อเมริกาแน่นอนว่านอกจากเรื่องการทำเช่นไรให้แผ่นดินสหรัฐฯและซีกโลกตะวันตกมีความเข้มแข็งแล้ว ยังมีการให้ความสำคัญต่อความเคลื่อนไหวของชาติมหาอำนาจอย่าง “จีน” ด้วยเช่นกัน โดยในยุทธศาสตร์อธิบายไว้ว่า จีนในปัจจุบันนี้คือชาติที่เข้มแข็งที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่สหรัฐฯนับวันจีนยิ่งมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ทุ่มงบประมาณพัฒนากองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) อย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงภายในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน จีนยังมีความสามารถที่จะเพิ่มงบประมาณเข้าไปได้อีกและจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเลือกที่จะดำเนินการเช่นนั้นสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่สหรัฐฯต้องให้ความสนใจ เนื่องจากในอนาคตข้างหน้า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจะถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของเศรษฐกิจโลก และความมั่นคง เสรีภาพ ความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนชาวอเมริกัน ย่อมขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการค้าขาย และการต่อรองบนสถานะของความเข้มแข็งวันหนึ่งหากจีนหรือชาติอื่นๆคิดที่จะครองอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกแล้ว ย่อมหมายถึงการขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯสามารถเข้าถึง “จุดศูนย์กลาง” ของเศรษฐกิจโลกและย่อมส่งผลกระทบต่อความเจริญรุ่งเรืองของสหรัฐฯ รวมถึงขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯมีความสามารถที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมของประเทศด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่กระทรวงสงคราม ต้องสร้างสมดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไม่ใช่เพื่อเข้าครอบครอง บีบคั้น หรือทำให้จีนเสียหน้า แต่เพื่อให้มั่นใจว่าจีนหรือใครอื่นๆจะไม่สามารถมาเป็นใหญ่กว่าสหรัฐฯหรือพันธมิตรของเรา ซึ่งเรื่องนี้ไม่จำเป็นที่สหรัฐฯจะต้องเข้าไปเปลี่ยน “รัฐบาล” หรือเผชิญหน้า แต่สหรัฐฯจำเป็นต้องคงสถานะสันติภาพที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และทั้งจีนและสหรัฐฯสามารถยอมรับได้.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม