หลังจากร่วมมือกันแน่นแฟ้นมากว่า 80 ปี ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ “ยุโรป” ปรับความสัมพันธ์กับ “สหรัฐอเมริกา” ประเด็นนี้กำลังเป็นคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆในแวดวงการทูตระหว่างประเทศ สืบเนื่องจากกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความมุ่งมั่นเกินพิกัดว่า จะต้องเอา “เกาะกรีนแลนด์” เขตบริหารพิเศษของเดนมาร์กมาเป็นของสหรัฐฯให้จงได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีซื้อขายทำข้อตกลง หรือการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดนักการทูตระดับสูงของชาติยุโรปอธิบายว่า สิ่งที่เรากำลังคิดกันอยู่ใช่ว่ามาจากท่าทีของนายทรัมป์เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่ในแวดวงระหว่างประเทศมองเรื่องที่ผู้นำสหรัฐฯต้องการเข้ายึดกรีนแลนด์ว่า “บ้าไปแล้ว” หรือ “คนคลั่ง” หรือตั้งคำถามว่า เลือดนักรบกำลังพุ่งแรงหลังจากไปผจญภัยที่เวเนซุเอลามาหรือไม่แต่เป็นการประเมินจากสภาพความเป็นจริงของ “นโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ” ที่กำลังเป็นไป มองว่าไม่ใช่เพราะนายทรัมป์สั่งเลยเป็นแบบนี้ และเชื่อว่านโยบายบางอย่าง เมื่อเปลี่ยนแล้วจะเป็นการเปลี่ยนอย่างถาวร ใช่ว่าพอเวลาผ่านไปเปลี่ยนรัฐบาลขั้วใหม่ขึ้นมาแล้วทุกอย่างจะกลับไปเหมือนในอดีตสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือการ “ยอมรับความจริง” ให้ได้ว่า อนาคตของยุโรปจากนี้อาจไม่มีอเมริกาอยู่ในสมการ ถามว่าเจ็บปวดไหม นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอน แต่ช่วงปีที่ผ่านมาเราก็เห็นกันว่าสหรัฐฯไม่ใช่คู่ค้าที่พึ่งพาได้ ความเป็นพันธมิตรทางความมั่นคงยิ่งแล้วใหญ่ ซึ่งการจะมารอให้สหรัฐฯเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วค่อยมาลุ้นกันและหวังว่าจะดีกว่าเดิม สิ่งนี้ไม่ถือ ว่าเป็นทางออก เราต้องหาทางแก้เตรียมไว้จากนั้นคือการปรับกลไกกันใหม่ ซึ่งไอเดียในตอนนี้คือใช้รูปแบบการทำงานจากประสบการณ์ การทำงานด้านสถานการณ์ยูเครน ที่ได้ทำให้เกิดกลุ่มความร่วมมือในลักษณะคล้ายกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) มีคณะทำงานความมั่นคงจาก 35 รัฐบาลที่ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดไม่รวมถึงการมี “กลุ่มสนทนา” ระหว่างผู้นำที่จะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดหลังจากนายทรัมป์ไปสร้างประเด็นอะไรไว้ใน กลุ่มนี้จะมีทั้งผู้นำอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฟินแลนด์ วนเวียนกันเข้ามาร่วมแจม สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ซึ่งสามารถต่อยอดไปได้และจะทำให้ยุโรปแพ็กกันแน่นกว่าเดิม เพื่อรับสถานการณ์ในวันที่ต้องจำใจจากลาอเมริกา!?ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม