ผมต้องหลบไปเขียนถึงเรื่องอื่นๆตามแนวทางของคอลัมน์ที่จัดไว้สำหรับวันเสาร์และวันอาทิตย์เสีย 2 วัน ทำให้ยังไม่มีโอกาสได้เขียนถึงเหตุการณ์เศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นแก่ประเทศไทยและประชาชนผู้เคราะห์ร้ายถึง 2 วันซ้อนๆ เมื่อวันพุธและวันพฤหัสฯที่แล้วดังนั้นในโอกาสแรกที่กลับมาเขียนในเรื่องทั่วๆไปได้ตามปกติวันนี้ผมขออนุญาตที่จะเขียนย้อนหลัง แสดงความคิด ความเห็นและความรู้สึกของผมต่ออุบัติเหตุที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวงของคนไทยทั้งชาติก่อนอะไรทั้งหมดเริ่มจากเหตุการณ์แรก...กรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถล่มลงมาทับ รถไฟด่วนพิเศษที่ 21 สายกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ที่กำลังวิ่งผ่านบ้านถนนคต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาเป็นผลให้โบกี้ที่ 2 ขาดออกเป็น 2 ท่อนและเกิดเพลิงไหม้ตามมา มีผู้เสียชีวิต 32 ศพ บาดเจ็บ 64 ราย ในวันเกิดเหตุ...ไม่แน่ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกหรือไม่ คงต้องตรวจสอบกับข่าวล่าสุดอีกครั้งเหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นในอีกประมาณ 24 ชั่วโมง หลังเหตุการณ์ แรก เป็นอุบัติเหตุเกี่ยวกับ “เครน” หล่นอีกเช่นกับในโครงการก่อสร้างทางด่วนถนนพระราม 2 ช่วงด่านบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว เป็นผลให้รถยนต์เสียหายไป 2 คัน และมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ศพสำหรับเหตุการณ์ที่สองนี้ แม้ความเสียหายจะน้อยกว่า แต่จาก การที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซ้อนในเวลาห่างกันเพียง 24 ชั่วโมงดังกล่าว และเจ้ากรรมบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างกลายเป็นบริษัทเดียวกับเหตุการณ์แรกจึงเป็นผลทำให้ประชาชนที่ติดตามข่าวทั้ง 2 ข่าว ซึ่งเกิดความเศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่งอยู่แล้ว...และมีความขุ่นข้องใจอยู่แล้วบังเกิดความขุ่นข้องและโกรธขึ้งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าที่สำคัญบริษัทที่เป็นต้นเหตุของการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ แท้ที่จริงแล้วก็เป็นบริษัทที่มีส่วนในการก่อสร้าง ตึกอาคาร “สตง.” ที่พังราบพนาสูญลงมา เมื่อวันแผ่นดินไหวเดือนมีนาคม 2568 จนมีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 90 ศพนั่นเองความโกรธแค้นและปฏิกิริยาของประชาชนจึงร้อนระอุทวีขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏ สังเกตได้จากการโพสต์แสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆรวมทั้งสื่อหลักไม่ว่าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุ ต่างออกความเห็นในเชิงลบต่อบริษัทดังกล่าวนี้เป็นเสียงเดียวกันจนเป็นผลให้ในการประชุมที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้ผู้รับผิดชอบต่างๆมาประชุมด่วน มีมติให้เลิกสัญญากับบริษัทเจ้ากรรมนี้ไปแล้วอย่างน้อย 2 สัญญา ที่กำลังเกิดเหตุในขณะนี้ผมเห็นด้วยกับการตัดสินใจของนายกฯครับและยังเห็นเพิ่มเติมว่า ควรตามไปยกเลิกในสัญญาที่ยังเหลืออยู่ด้วย เพราะการที่ปล่อยให้เกิดความบกพร่องจนเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิตถึง 3 เหตุการณ์ใหญ่ๆเช่นนี้ เราจะไว้เนื้อเชื่อใจว่าจะไม่มีครั้งต่อๆไปได้อย่างไรขณะเดียวกันผมก็เห็นด้วยที่มีนักวิชาการบางท่านเสนอว่าควรยุติการก่อสร้างโครงการใหญ่ที่อยู่ใกล้พื้นที่สาธารณะเอาไว้ชั่วขณะก่อน เพื่อพิจารณาตรวจสอบอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าระบบรักษาความปลอดภัย และการป้องกันอุบัติภัยต่างๆมีความรัดกุมเพียงใด?มันอาจจะทำให้โครงการล่าช้าไปบ้าง แต่ความล่าช้ารัดกุมเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่สุดเหนืออื่นใดอย่าปล่อยให้เหตุการณ์อันเศร้าสลดใจครั้งนี้ผ่านไป และในที่สุดก็เงียบไป...โดยไม่มีการแก้ไขปรับปรุง หรือมีมาตรการใดๆเลย ดังเช่นที่ผ่านมาเป็นอันขาดฝากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งผมยังมั่นใจว่าน่าจะยังมีความสามารถในการตัดสินใจเรื่องนี้ได้อยู่ แต่ถ้ารัฐบาลไม่มั่นใจและไม่ทำอะไรมากกว่านี้อีก–ก็ขอฝากไว้กับ “รัฐบาลหน้า” และใครก็ได้ที่จะมาเป็นนายกฯคนใหม่ของประเทศไทยก็แล้วกัน."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม