อาลัย ศ.นพ.ประเวศ วะสี หรือ “หมอประเวศ” นักคิด นักปฏิรูป และราษฎรอาวุโส ผู้มีบทบาทสูงยิ่งในการวางรากฐาน ระบบสุขภาพของประเทศ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบในวัย 93 ปีการจากไปของท่านไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลระดับมันสมองของชาติ แต่ท่านยังได้ฝาก “บทเรียนสุดท้าย” เกี่ยวกับ การเผชิญหน้ากับความตายอย่างมีสติและศักดิ์ศรี เป็นตัวอย่างให้ สังคมได้ตระหนักถึงเส้นกั้นบางๆ ระหว่างการรักษาชีวิตและการยืดความทุกข์ทรมานนอกจากบทบาทด้านการแพทย์ ท่านยังเป็น “เข็มทิศ” ทางปัญญาให้แก่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ท่านเคยฝากข้อคิดที่เฉียบคมผ่านบทความ “การลดความเหลื่อมล้ำคือศีลธรรม” โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสังคมไทย ทั้งยาเสพติด คอร์รัปชัน ความรุนแรง ต้องแก้ที่ “โครงสร้าง”ท่านเคยยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำน้อยจะมีปัญหาสังคมน้อยกว่า พร้อมย้ำเตือนว่าลำพังแค่ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “จิตใหญ่” ที่มองเห็นถึงความสุขของคนทั้งสังคม“จิตสำนึกใหม่ต้องเปลี่ยนจากจิตเล็กที่เห็นแก่ตัว ไปสู่จิตใหญ่ที่เห็นทั้งหมด...เมื่อมีความถูกต้องเป็นธรรมของทั้งหมด สังคมจึงจะไปได้อย่างราบรื่น”การจากไปของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ถือเป็นการปิดตำนาน “ราษฎรอาวุโส” ทั้ง 3 ท่าน ที่เคยร่วมก่อตั้งสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนามาด้วยกัน นับตั้งแต่ ศ.ระพี สาคริก (ถึงแก่อนิจกรรมปี 2561) และ ศ.เสน่ห์ จามริก (ถึงแก่อนิจกรรมปี 2565) ตัดตอนจากบันทึก ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เขียนถึง อาจารย์ประเวศ (12 มกราคม 2569) เอาไว้ว่า...อาจารย์ประเวศ วะสี สอนเราเรื่อง การ “ยื้อ” ชีวิต กับการ “ยืด” ความทรมานท่านอาจารย์ประเวศเลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษาแบบ “ยื้อชีวิต” ในโรงพยาบาล ในวาระสุดท้ายของท่าน เรื่องนี้ถ้าสังคมไทยเข้าใจและนำมาเป็นแบบอย่างตามที่ท่านอาจารย์ปฏิบัติให้ดู จะส่งผลดีมหาศาลต่อตัวผู้ป่วยระยะสุดท้ายเองต่อครอบครัวและการบริการสาธารณสุขของประเทศในฐานะที่ผมเป็นแพทย์รักษาคนไข้อยู่หลายสิบปี สถานการณ์ที่ลำบากใจมากที่สุดคือ การทำให้ญาติผู้ป่วยเข้าใจและเลือกการตัดสินใจที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่าย ในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่หมดหวังแล้วกรณีท่านอาจารย์ประเวศ ปีกว่ามานี้ท่านป่วยเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายนี้ ท่านขออยู่ที่บ้านจนจากไป...ปูชนียบุคคลอย่างท่านอาจารย์ หากจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ที่มีศักยภาพสูงส่งจะรักษาให้ท่านหายได้ แม้จะมีอาการป่วยวิกฤติซ้ำๆอีก แต่ท่านบอกพอแล้วที่จะไปโรงพยาบาลความเป็นแพทย์ทำให้ท่านรู้ว่า เหตุการณ์ในอนาคตของสุขภาพของท่านจะเป็นอย่างไร แม้จะมีการแพทย์ที่ดีที่สุดจากโรงพยาบาลศิริราชที่ดูแลรักษาท่าน นำมาสู่คำถามการพยายามยืดชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่แพทย์เรียกว่าเป็น Terminalcase ส่วนใหญ่แล้วเป็นการ “ยืดความทรมาน ยืดเวลาตาย” ของคนไข้หรือไม่...ที่แม้ว่าเราอาจจะยื้อชีวิตคนไข้สำเร็จได้ครั้งหนึ่งอีกไม่นานคนไข้ก็จะกลับมาอยู่ในสภาพป่วยระยะสุดท้ายที่อาการหนักกว่าเดิมจากครั้งก่อน 40 ปีก่อน นายแพทย์เฮนรี ไวลด์ ประจำสถานทูตอเมริกา ที่มาขอร่วมดูผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรามาธิบดีให้ข้อสังเกตว่า คนไข้ระยะสุดท้ายหลายรายที่อยู่ในหอผู้ป่วย ถ้าเป็นในอเมริกาเขาจะไม่พยายาม “ยื้อชีวิต” เคสเหล่านี้ เพราะเป็นการยื้อชีวิต ยืดความ ทุกข์ทรมานผู้ป่วย และเพียงแต่ “ยืดเวลาตาย”...ที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ที่จะเป็นภาระแก่ครอบครัว และภาระงบประมาณของประเทศ ซึ่งในอเมริกาค่าใช้จ่ายรักษาผู้ป่วยหนักระยะสุดท้ายสูงมากๆ บ้านเราแม้จะมีคนที่ฐานะดีที่ “ไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย” ในการยื้อชีวิตผู้ป่วย ที่เป็นญาติ“ผมก็ยังบอกญาติผู้ป่วยให้คิดถึงความทุกข์ทรมานของผู้ที่ป่วยที่จะถูกยืดยาวออกไปให้ถามตัวเองว่าถ้าตัวเองเป็นผู้ป่วยสภาพเช่นนี้จะให้ลูกหลานท่านยืดชีวิต ยืดความทรมานต่อไปหรือไม่ และยืนยันว่า ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่หมดหวังแล้วการไม่พยายามยื้อชีวิตผู้ป่วยต่อไปไม่ใช่เป็นการทำบาป” หากจะเอ่ยถึงผลงานระดับคลาสสิก ศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทย คงหนีไม่พ้นทฤษฎี “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ที่อาจารย์ประเวศเป็นผู้ปลุกปั้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อนเปรียบดังภูเขา ที่ต้องอาศัย 3 พลังประสานกัน...พลังทาง ปัญญา (วิชาการ) การสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้อง, พลังสังคม การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและประชาสังคม, พลังอำนาจรัฐ (การเมือง) กลไกทางกฎหมายและงบประมาณน่าสนใจว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่คือ “สารตั้งต้น” ที่ทำให้เกิดองค์กรระดับชาติอย่าง สสส. (กองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ) และการขับเคลื่อนระบบ “บัตรทอง” ที่ทำให้คนไทย นับล้านเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมมาจนถึงทุกวันนี้ ในบทความสุดท้ายที่เน้นย้ำคือเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ท่านเคยมองทะลุถึงแก่นของปัญหาว่า การที่ไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ปัญหาสังคมยังรุมเร้า เป็นเพราะเรามองศีลธรรมแบบ “ปัจเจก” มากเกินไป“การลดความเหลื่อมล้ำคือศีลธรรม...ถ้าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนยังกว้าง ปัญหาสังคมทั้งการฆ่ากัน จริยธรรมเสื่อมถอย และยาเสพติดก็จะไม่มีวันจบ”...อาจารย์หมอประเวศเรียกร้องให้คนไทยมี “จิตใหญ่” คือจิตที่คิดถึงส่วนรวมมากกว่าสิทธิส่วนบุคคล เพราะหากสังคมล่มสลาย ปัจเจกก็อยู่ไม่ได้แม้ร่างจะดับสูญ แต่ชื่อของ “ประเวศ วะสี” จะยังคงถูก จารึกไว้ในฐานะนายแพทย์ผู้มีเมตตา นักปฏิรูปผู้มีวิสัยทัศน์ และครูผู้สอนให้คนไทยรู้จักใช้ชีวิตและจากไปอย่าง “สง่างาม”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม