เช้าวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวันทำงานปลายสัปดาห์ หากแต่เป็นวันสำคัญของชาติ วันที่สังคมไทยร่วมใจกันน้อมรำลึกถึง “ครู” ปูชนียบุคคลผู้ควรแก่การบูชา ผู้ทำหน้าที่ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาให้หยั่งรากลึกในหัวใจของลูกศิษย์มาทุกยุคทุกสมัย“วันครูแห่งชาติ” มิใช่เพียงวันหยุดเรียนหนึ่งวันตามปฏิทินราชการ หากคือวันแห่งการย้ำเตือนว่า การศึกษาคือรากฐานของประเทศและ...“ครู” คือผู้กำหนดทิศทางอนาคตของลูกหลาน ของครอบครัว ชุมชน และสังคมไทยโดยรวมความสำคัญนี้ได้หล่อหลอมจนกลายเป็นประเพณี...วัฒนธรรมอันงดงาม เป็นเอกลักษณ์ของชาติที่ปลูกฝัง “ความกตัญญูกตเวที” และความสุภาพอ่อนโยนไว้ในจิตใจคนไทย“ครู” คือ “คนที่สอง” ต่อจากบิดามารดา เป็นผู้ถ่ายทอดศิลปวิทยาการโดยไม่ปิดบังอำพราง เป็นผู้ชี้ทางถูกผิด แนะนำสิ่งที่ควรประพฤติและไม่ควรประพฤติ จนศิษย์มีทั้งความรู้ ความประพฤติดีหรือที่เรียกว่า “วิชาและจรณะ” อันเป็นหัวใจของการสร้างคนให้สมบูรณ์ มิใช่เก่งเพียงความคิด แต่ดีงามในจิตใจขณะเดียวกัน ศิษย์ที่แท้จริงย่อมมีความนอบน้อม เคารพ เชื่อฟัง หมั่นศึกษาเล่าเรียน นำความรู้ไปใช้ในชีวิต...สัมมาชีพอย่างสุจริต การตอบแทนครูมิใช่เพียงพานดอกไม้หรือคำอวยพร หากคือการดำรงตนเป็นคนดีของสังคมนี่เองที่ทำให้ “ครูกับศิษย์” เป็นของคู่กัน จะขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปไม่ได้ภาพวันครูในอดีตเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความอบอุ่น ศิษย์เดินทางไปกราบครู ไปไหว้ครูผู้ชราภาพหรือครูที่เกษียณแล้วด้วยหัวใจเปี่ยมศรัทธา ภาพเหล่านี้คือความประทับใจที่หล่อเลี้ยงหัวใจของผู้เป็นครูมาทั้งชีวิต แต่ในวันนี้บทบาทและความสัมพันธ์นั้นอาจเลือนรางลงตามกาลเวลา...การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างไรก็ตาม ความรู้ที่ครูได้มอบให้ ยังคงเป็น “อาวุธทางปัญญา” ที่ศิษย์ใช้ต่อสู้กับชีวิต ใช้สร้างอาชีพ ยืนหยัดในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ดังพุทธภาษิตที่ว่า...“ปญฺญา โกสฺมิ ปชฺโชโต”ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก เพราะปัญญาเท่านั้นที่แก้ปัญหาชีวิตได้วันครูคือวันแห่งการน้อมรำลึกถึงคุณความดีของครูทุกคน ทั้งผู้ที่เคยสอนเราและผู้ที่เป็นครูของสังคม...แผ่นดิน เพียงได้พบเห็น ก็ขอให้หัวใจเต็มไปด้วยความเคารพ ความรัก ความปรารถนาดีเพื่อเป็นกำลังใจให้ท่านภาคภูมิใจในบทบาทแห่งการให้... พลังแห่งศรัทธานี้เอง จะหล่อเลี้ยงการศึกษาไทยให้เติบโตงดงาม ส่องสว่างสังคมด้วยปัญญาพระครูจินดาสุตานุวัตร (พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก) ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า วันครูจึงควรเป็นมากกว่าวันรำลึกถึงตัวบุคคล แต่เป็นวันที่ทุกภาคส่วนต้องหันกลับมามอง “การศึกษาไทย” อย่างจริงจัง“การสร้างคนคุณภาพไม่อาจสำเร็จได้ หากครูขาดแคลน งบประมาณไม่เพียงพอ วัสดุอุปกรณ์ไม่ทั่วถึง และระบบบริหารจัดการยังไม่ชัดเจน หากรัฐและสังคมไม่ร่วมกันทุ่มเท วันครูก็จะเป็นเพียงพิธีกรรมที่สวยงามแต่ไร้พลัง” ในวันครูปีนี้จึงควรเป็นวันแห่งการให้กำลังใจครูทุกคน ทั้งผู้ที่ยังยืนอยู่หน้าชั้นเรียน และผู้ที่วางชอล์กลงแล้ว ขอให้ท่านมีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง ภาคภูมิใจในอาชีพ “แม่พิมพ์ของชาติ”เพราะ...ชีวิตของท่านได้ทุ่มเทเพื่อการสร้างคน สร้างอนาคต สร้างชาติอย่างแท้จริง“อาตมาขอเป็นกำลังใจให้กับคุณครูทุกคนทั้งที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของความเป็นครูอยู่และที่ได้ปลดเกษียณอายุราชการครูไปแล้ว ขอให้มีสุขภาพใจที่สมบูรณ์แข็งแรง ขอให้มีสุขภาพร่างกายที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้มีความสุขกายสุขใจ ขอให้ภาคภูมิใจในความเป็นแม่พิมพ์ของชาติ...ชีวิตของเราได้ทุ่มเทให้กับการศึกษา ให้กับการสร้างคน ให้กับการสร้างชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า เราได้ทำหน้าที่เป็นผู้สอนมาอย่างเต็มที่แล้ว เราได้ผลักดันให้อนาคตของชาติเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ”เราได้เป็นครูที่มีอาชีพอย่างมีเกียรติในสังคมแล้ว เราได้ทำความดีให้กับสังคมแล้วจึงขอจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด ขอจงภาคภูมิใจในอาชีพและเกียรติของความเป็นครูกันเถิด ชาตินี้มีไว้เพื่อเพื่อนร่วมโลกกันแล้ว“วันครู” เป็นวันรำลึกของบุคคลที่ควรบูชาคือครูของเราและครูของโลก ขอศิษย์ทั้งปวงจงนำความรู้ความเข้าใจในศิลปวิทยาทั้งปวงที่ปูชนียบุคคลได้ถ่ายทอด...พร่ำสอนไปแล้ว นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตในการประกอบอาชีพให้มีความสุขความเจริญก้าวหน้า“ความสำเร็จทางการศึกษาก็จะเกิดขึ้น กลายเป็นความดี...ความภาคภูมิใจของผู้พร่ำสอนมา ขอทุกท่านจงเป็นศิษย์ที่มีครูบาอาจารย์ ขอทุกท่านจงเป็นศิษย์ที่ดีของคุณครู”ท้ายที่สุด วันครูคือวันที่เตือนให้เราตระหนักว่า “ครู” มิได้มีเพียงในห้องเรียน ครูคนแรกคือพ่อแม่ ครูคนต่อมาคือผู้สอนหนังสือ และครูอีกมากมายคือผู้ชี้แนะตักเตือนในสังคม หากคนไทยทั้งประเทศเรียนรู้ที่จะเป็น “ศิษย์ที่มีครู” มีจิตนอบน้อม กตัญญูกตเวที ใช้ปัญญานำทางชีวิตวันนั้น...ความสุข ความเจริญ และความร่มเย็นเป็นสุข ย่อมติดตามสังคมไทยไปอย่างยั่งยืน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม