ที่ประเทศอิหร่านตอนนี้ มีเหตุประท้วงรุนแรงต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว หลังจากประชาชนไม่พอใจปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพพุ่งสูงและเริ่มออกมารวมตัวประท้วงตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจากจุดเริ่มต้นของการประท้วงเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าครองชีพ ลุกลามบานปลายเป็นการเรียกร้องให้มีการโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านที่ปกครองโดยระบบกลุ่มผู้นำศาสนามาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 2522ตอนนี้มีผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วกว่า 650 คน เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกว่า 100 นาย และมีผู้ถูกจับกุมไปกว่า 10,000 คน และสถานการณ์ยังคงมีทีท่าจะรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย เพราะทางการอิหร่านที่นำโดยอยาตุลลอฮ์ ซัยยิดอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน มองว่า กลุ่มผู้ประท้วงเป็นพวกทำลายทรัพย์สินและเป็นเครื่องมือของต่างชาติซึ่งหมายถึงสหรัฐฯ ในการทำลายความมั่นคงของอิหร่าน ทำให้คาเมเนอีประกาศใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามผู้ประท้วงขั้นเด็ดขาดเหตุประท้วงครั้งนี้นับเป็นครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในอิหร่านในรอบหลายปี และมีหลายฝ่ายรวมถึงนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี คาดว่า รัฐบาลอิสลามของอิหร่านที่ปกครองประเทศมายาวนานจะถูกโค่นล้มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงนายนิโคล กราเจวสกี ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาระหว่างประเทศประจำศูนย์การศึกษาแห่งกรุงปารีสของฝรั่งเศส มองว่า โอกาสที่รัฐบาลอิหร่านจะถูกโค่นล้มเป็นไปได้น้อยมาก โดยนายกราเจวสกีให้เหตุผลว่า กองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสภาอิหร่านยังคงสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว และสนับสนุนคาเมเนอีในการใช้กำลังปราบผู้ประท้วงนักวิเคราะห์มองว่า ถ้ากองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านจริงตามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทีก่อนหน้านี้ สถานการณ์ทุกอย่างอาจพลิกโฉม แต่ทางการอิหร่านประกาศแล้วว่า พร้อมจะเจรจากับผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นเพราะประเมินสถานการณ์แล้ว การเจรจากับสหรัฐฯน่าจะเป็นทางเลือกดีที่สุดในการรักษาอำนาจไว้การโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านคงไม่ง่ายอย่างที่ประชาชนอิหร่านคาดคิด และสุดท้าย รัฐบาลน่าจะกุมอำนาจได้ต่อไป.ผู้เล็กน้อยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม