เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เวลาสายๆหน่อยประมาณ 09.00 น.เศษๆเห็นจะได้ สำนักข่าวออนไลน์หลายสำนักได้เสนอข่าวด่วนว่า ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์และราษฎรอาวุโสฯ ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ณ บ้านพักของท่าน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 10 มกราคม สิริอายุ 93 ปีผมอ่านข่าวจบแล้วก็ประนมมือไหว้พระรัตนตรัย พร้อมทำใจให้สงบนิ่งอยู่หลายนาที เพื่อส่งดวงวิญญาณท่านขึ้นสู่สรวงสวรรค์โดยส่วนตัวผมมีโอกาสได้พบท่านและทำงานร่วมกับท่านมาตั้งแต่ พ.ศ.2520 เมื่อผมเริ่มทำงานด้านการพัฒนาชนบทสมัยอยู่สภาพัฒน์ และได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ให้ไปเรียนเชิญท่านมาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะทำงานได้เรียนรู้เรื่องพัฒนาชนบทและแนวความคิดในการช่วยเหลือพี่น้องชนบทที่ยากจนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการพัฒนาสาธารณสุขชนบทที่ท่านอาจารย์มีทั้งความรู้ ความสามารถและประสบการณ์และตั้งใจถ่ายทอดให้แก่พวกเรานักพัฒนารุ่นน้องอย่างไม่ปิดบังอำพรางรวมทั้งแนวความคิดหรือทฤษฎีในการที่จะช่วยให้การทำงานสำเร็จลุล่วงไปได้ในที่สุด ที่ท่านเรียกว่า ทฤษฎีหรือแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งต่อมามีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง...จนเป็นที่รับรู้ของคนไทยทั่วประเทศท่านสอนพวกเราว่าในการแก้ปัญหาใหญ่ๆของสังคมไทยนั้น เหมือนกับว่า เรากำลังจะขยับเขยื้อนภูเขาลูกหนึ่งไปข้างหน้าแม้จะยากมากแต่ก็ไม่เหลือวิสัยหากเราจะใช้เครื่องมือ ทั้ง 3 อย่างดังต่อไปนี้พร้อมๆกันอย่างแรก การสร้างความรู้ หมายถึงว่า จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ วิจัย หาความรู้เกี่ยวกับภูเขาลูกนั้นๆอย่างลึกซึ้ง จะโดยสถาบันการศึกษา เช่นมหาวิทยาลัยต่างๆ สถาบันหรือองค์กรวิจัยต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้แต่นักวิจัยอิสระก็ตาม...ขอให้เรามีความรู้อย่างแท้จริงในภูเขาลูกนั้นไว้ก่อนประการที่ 2 ใช้ ความเคลื่อนไหว ทางสังคม...โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคมจากชุมชน จากประชาชนทั่วไปที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของภูเขามาเป็นพลังผลักดันประการที่ 3 หาทางเชื่อมโยงกับ การเมือง หรือ พลังรัฐ หรือกลไกอำนาจ เช่น กฎหมายต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติทั้ง 3 ประการนี้เปรียบเสมือนหัวมุม หรือ “เหลี่ยม” ของ 3 เหลี่ยมนั่นเอง...เมื่อลงมือกระทำไปพร้อมๆกันจะเกิดพลังอันมหาศาล สามารถ “เขยื้อน” ภูเขาได้สำเร็จพวกเราที่สภาพัฒน์ยุคโน้นหยิบทฤษฎี “สามเหลี่ยม” ของท่านไปใช้ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะข้อ 1 ความรู้ ต้องแม่น และแน่น กับข้อ 3 ต้องเชื่อมโยง การเมือง คือให้นักการเมืองยอมรับให้ได้ปรากฏว่าได้ผลมาก ทำให้งาน พัฒนาชนบทยากจน ที่เราทำการบ้านมาอย่างดี และได้นักการเมืองที่รักชาติจริง รักชนบทไทยจริงอย่าง “ป๋าเปรม” เป็นผู้ลงนามในคำสั่งต่างๆ...ทำให้งานพัฒนาชนบทยุคโน้นก้าวหน้าไปอย่างมากต่อมาในปี 2540 ผมลาออกจากราชการก่อนเกษียณเพื่อมาเขียนคอลัมน์กับ ไทยรัฐ เต็มตัว...ก็ยังได้มีโอกาสร่วมงานกับคุณหมอประเวศ ในการเขยื้อนภูเขาอีกครั้ง...และเป็นภูเขาใหญ่มากๆเสียด้วยนั่นก็คือการร่าง “รัฐธรรมนูญ” ขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ได้แก่ “รัฐธรรมนูญ 2540” หรือฉบับประชาชนนั่นเองเนื่องจากภูเขาลูกนี้ใหญ่มาก ต้องอาศัยข้อ 2 คือการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง ในการบีบ การเมือง หรือพลังภาครัฐให้ยอมรับ--ท่านจึงมาขอความร่วมมือจากพวกเราสื่อมวลชนทุกแขนง รวมทั้ง ไทยรัฐ ซึ่งเราก็ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งบัดนี้ท่านจากพวกเราไปแล้ว แต่ผมมั่นใจอย่างมากว่าทฤษฎี “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของท่านยังคงอยู่ และวันใดวันหนึ่งที่เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด คงต้องนำมาใช้อีกอย่างแน่นอนด้วยรักและเคารพตลอดไปครับ! ท่านอาจารย์!“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม