หวังเป็นรัฐบาลผสมที่มั่นคง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินสายรณรงค์หาเสียงชูชุด 27 นโยบายเด็ด ทำให้คนไทยหายจน ตามสโลแกน “ฟ้าใหม่ไทยหายจน”อยากเห็นโฉมหน้ารัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 บนการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม ถ้าการเลือกตั้งบิดเบี้ยว การเมืองก็วนลูปไปอยู่ที่เดิม มีเรื่องผลประโยชน์ ต่อรอง นักการเมืองก็ทำกันไปแบบที่ทำๆกันมาถ้าเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมจบ ก็เป็นหน้าที่พรรคการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนว่า เดินหน้าบริหารประเทศอย่างไร ทำหน้าที่ในสภาแบบไหนแต่พรรคใดพรรคหนึ่งมีโอกาสได้เสียงข้างมากเด็ดขาดคงมีน้อย ไม่กล้าระบุว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นรัฐบาลผสม ต้องมีทิศทางที่เป็นคำตอบชัดเจนให้ประชาชน ไม่เช่นนั้นก็กลับไปสู่แบบเดิมๆ มีการต่อรองไม่จบไม่สิ้น หลายครั้งที่ตั้งรัฐบาลผสมเรียบร้อย ในที่สุดเวลาผ่านไปจนยุบสภาตอบไม่ได้ว่าทำอะไรบ้างในวันที่ 15 ม.ค.69 บางพรรคการเมืองเริ่มเคลื่อนไหวเคาะเขตเลือกตั้งไหนสู้ เขตเลือกตั้งไหนที่ไม่สู้ โดยเปิดสูตร 30-50-70 ล้านบาท ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์เตรียมรับมืออย่างไร นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ขึ้นอยู่ที่เรายอมให้เงินมาชี้ขาดหรือไม่ถ้ายอมให้เงินมาเป็นตัวชี้ขาด การเมืองก็กลับสู่สภาพเดิม เลือกตั้งครั้งนี้ถึงพยายามพูดกับทุกคนว่า ไม่ควรปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ อย่ายึดติดตรงนี้ ถ้าติดอยู่กับตรงนี้ บ้านเมืองและชีวิตของประชาชนจะไม่ไปไหน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากหลายส่วนที่ผ่านมาประชาชนได้สะท้อนตั้งแต่ก่อนเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้งและได้สะท้อนต่อเนื่องหลังจากที่เข้าสู่การเมืองว่า เบื่อหน่ายการเมืองที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ไหวแล้วกับการเมืองแบบนี้ โกงกิน ทุจริตเยอะ ประชาชนอึดอัดภาคธุรกิจและประชาชนเห็นว่าประเทศเดินต่อไปไม่ไหว ภาพลักษณ์ประเทศตกต่ำ ปัญหาความไม่โปร่งใส ทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่กล้าเข้ามา แต่วันนี้ประชาชนดีใจที่มีทางเลือก ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่อยากได้การเมืองดี บ้านเมืองต้องสุจริตฉะนั้นขอปลุกระดมประชาชนขอให้เลือกตามใจที่อยากเลือกการเคลื่อนไหวแบบนี้ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเหมือนในปี 50 และปี 54 ที่กระแสชนะกระสุนได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า หวังให้เป็นเช่นนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรา แต่เป็นใครก็ตาม ขอให้คนที่ชนะมาด้วยกระแสนิยมจริงๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีของการเมือง และเป็นพื้นฐานที่ดีของรัฐบาลชุดต่อไปตั้งแต่เปิดตัวมากระแสพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากประเด็นอะไร นายอภิสิทธิ์ บอกว่า สิ่งที่สัมผัสได้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยมีความอึดอัดเป็นทุนเดิมไม่มีทางเลือก–เบื่อหน่ายกับตัวเลือกเดิมแต่หลังเดือนต.ค. 2568 เป็นต้นมา ประชาชนมองว่า “ประชาธิปัตย์” วันนี้ไม่เหมือนกับ “ประชาธิปัตย์” ก่อนหน้านั้น หลายคนจึงมองว่าเป็นทางเลือกที่เคยเลือก หรือเป็นทางเลือกที่เขาหันมาสนใจ“ผมลงไปสัมผัสเจอด้วยตัวเอง มีคนพูดอธิบายว่าฉันเคยเลือกมาตลอดชีวิต ยกเว้นครั้งที่แล้วหรือยกเว้น 2 ครั้งที่ผ่านมาแต่ครั้งนี้จะกลับมาเลือก เอ่อ…ฉันนึกว่าเที่ยวนี้จะไม่เลือกใครแล้ว ตั้งใจไปโนโหวต แต่มีทางเลือกที่ฉันสนใจแล้ว”รวมถึงยังมีส่วนอื่นๆด้วย ทั้งประเด็นยืนยันหลักการเดิมของประชาธิปัตย์ในอดีต การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ การเปิดตัวผู้สมัคร สส.หน้าใหม่ มีคนรุ่นใหม่เข้ามามีนโยบายที่เป็นตัวจูงใจดึงดูดให้สังคมมาสนใจประชาธิปัตย์ด้วย นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ประชาธิปัตย์ชู “บ้านเมืองสุจริต” คงตรงกับความรู้สึกของประชาชน เพราะที่ผ่านมาเขาไม่ชอบทุจริตคอร์รัปชันและผลประโยชน์ต่อรองกัน โดยไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้ประชาชนและประเทศอยู่ตรงไหนในสมการดังกล่าวทั้งนี้บ้านเมืองสุจริตเป็นฐานที่นำไปสู่คำตอบอื่นๆ ทั้งเป็นพื้นฐานสร้างเศรษฐกิจใหม่ ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศขอยืนยันในฐานะที่คลุกคลีกับคนทำงานที่ต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน หัวใจสำคัญอยู่ที่ทำระบบให้เอื้อต่อการจับคนโกงให้ได้ โดยประชาธิ ปัตย์เน้นเปิดระบบข้อมูลของรัฐให้มากที่สุด สมมติทุกคนเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของทุกหน่วยงาน ราคากลาง สเปก ผู้เข้าร่วมประมูลรวมถึงบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองให้รู้ว่าเป็นเจ้าของกิจการอะไร เคลื่อนไหวอย่างไร ใช้คนและเอไอช่วยจับความผิดปกติ เป็นวิธีตรวจสอบปราบคอร์รัปชันได้มากที่สุด พร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรอิสระแต่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในบรรยากาศเหมือนเงียบๆ ท่ามกลางมีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์บอกว่า ประชามติเป็นใบที่สามที่เป็นสิทธิของประชาชนเลือก โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองบังเอิญการทำประชามติครั้งนี้ไม่ค่อยชัดเจนว่าส่งผลอะไร แนวคิดเดิมอยากมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 สภาทุกชุดค่อนข้างชัดเจนว่า ยังไม่ให้ไปทำในกระบวนการนี้โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุถึงกระบวนการทำประชามติ 3 เรื่อง คือ 1.ให้แก้หรือไม่ 2.ถ้าแก้เพื่อยกร่างใหม่ ผ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เมื่อผ่านรัฐสภาต้องกลับมาทำประชามติ และ 3.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ทำประชามติอีกครั้ง จนเกิด MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนสุดท้าย แก้มาตรา 256 ไม่ผ่าน“ผมไม่ค่อยเข้าใจทำไมต้องมาทำตอนนี้ ทำไปก็เดินหน้าไม่ได้จนกว่าไปแก้มาตรา 256 ให้เสร็จก่อน ที่หนักไปกว่านั้นศาลรัฐธรรมนูญระบุผู้ร่างรัฐธรรมนูญห้ามมาจากการเลือกตั้งของประชาชนแม้ตอนแรกมีพยายามเสนอเลือกตั้งโดยอ้อม สุดท้ายจบที่สูตร 20 หยิบ 1 ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการตั้งกรรมาธิการตามสัดส่วนของ สส.–สว. จึงเกิดคำถามว่าทำไมไม่ตั้งกรรมาธิการในสภา” ฉะนั้นการทำประชามติครั้งนี้ ส่วนหนึ่งประชาชนไม่รู้ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบแล้วเป็นอย่างไร ถ้าผ่านประชามติมันก็ยังไม่ได้ขยับไปไหน เพราะต้องไปแก้มาตรา 256 เพื่อกลับมาทำประชามติก่อนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ สมมติการทำประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็แล้วแต่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนที่เดินแก้มาตรา 256 ฉะนั้นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่า คือ เสนอแก้จุดที่ทุกคนมองเห็นว่าเป็นปัญหาเช่น ที่มาของ สว. องค์กรอิสระโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้ความสำคัญกับการตรวจสอบนักการเมืองและสิ่งสำคัญการปราบปรามที่ได้ผลที่สุด คือ รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจที่มั่นใจ 100% ได้ว่า ไม่ต้องเกรงใจใคร ผมถึงประกาศชัดถึงแนวทางว่า “ต้องไม่มีที่จะต้องไปเกรงใจใคร คนนั้นคนนี้อยู่ในรัฐบาลก็ต้องไม่ให้อยู่”หลังจากประกาศไม่จับมือกับนักการเมืองเทา ตอนนี้ยังยืนยันเหมือนเดิม นายอภิสิทธิ์ บอกว่า เมื่อดูจากประวัติและความเคลื่อนไหวตัดสินใจว่า “ไม่ขออยู่ในรัฐบาลเดียวกัน”เหมือนล็อกให้ประชาธิปัตย์ไปเป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ล็อกเขาสิเป็นฝ่ายค้าน ผมไม่มีปัญหา ขณะนี้มีเพียง 1 พรรคที่ไม่จับด้วย ส่วนพรรคอื่นยังจับตาดูว่าท่าทีเป็นอย่างไร กับค่ายสีส้มยังฟังประเด็น 112 อยู่ แต่เกือบทุกกรณีอาจยังไม่ค่อยชัดว่าคำตอบคืออะไรฉะนั้นถ้าไปร่วมรัฐบาล ต้องมีประเด็นที่ตอบสังคมได้ว่าเข้าไปผลักดันนโยบายให้เราเต็มที่หรือไม่ นโยบายที่มีความแตกแยก ละเอียดอ่อน สร้างปัญหาต่อสังคม ไม่ควรมีในรัฐบาลณ วันนี้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างไรหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า......ขึ้นอยู่ที่ประชาชน อย่าไปตัดสินล่วงหน้าแทนประชาชน.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม