กัมพูชายังนิ่งต่อ 5 ข้อตกลงจากการประชุม GBC ล่าสุด “แม่ทัพภาค 2” ชี้การเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นหน้าที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ แต่มองการปิดด่านตัดทรัพยากรเป็นหนึ่งในยุทธวิธีชิงความได้เปรียบในสมรภูมิ อาจทำให้สถานการณ์สงบได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ขณะที่ “แม่ทัพภาค 1” ยันยึดพื้นที่ “บ้านหนองจาน” คืนมาได้ 60 ไร่ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกือบ 100 ไร่ ยังเหลือรวมอีกราว 84 ไร่ แต่สื่อกัมพูชาออกมาย้ำกัมพูชาจะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อนเด็ดขาด หลังกองทัพไทยปฏิเสธเปิดด่านชายแดน ขณะเดียวกัน ทภ.2 ตรวจพบโดรนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาฝั่งอีสานใต้กว่า 32 ครั้ง 57 ลำ โฆษก กห.กัมพูชาปฏิเสธไม่ได้ส่งโดรนป่วนชายแดนไทยหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ได้ข้อสรุปร่วมกัน 5 ข้อ สถานการณ์ในพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เริ่มกลับมานิ่ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านการเปิดด่านชายแดน เมื่อยังไร้การปฏิบัติตามข้อตกลงใดๆ จากฝั่งกัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 15 ก.ย.ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พื้นที่ดูแลของกองทัพภาคที่ 1 มีประชาชนเดินทางเข้ามาค่อนข้างบางตา เนื่องจากเป็นวันทำงาน มีเพียงชาวบ้านในพื้นที่และใกล้เคียงบางส่วนมาร่วมทำอาหารและนำสิ่งของมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ ทหาร เพื่อเป็นกำลังใจ ขณะเดียวกันกลุ่มสายมูเตลูแห่งประเทศไทย ได้เข้ามาทำพิธีเปิดโครงการ “ฟ้าดิน” เพื่อเป็นการโต้ตอบเชิงสัญลักษณ์ต่อกรณีที่มีกลุ่มจอมขมังเวทฝั่งกัมพูชาทำพิธีคุณไสยใส่ประเทศไทย ภายในพิธีมีการจัดขบวนบวงสรวงบูชาฟ้าดิน เปิดภพ เปิดภูมิ และเปิดธรณี เพื่อสร้างพลังศรัทธารวมหมู่ เสริมบารมีในการปกป้องขอบเขตชายแดนไทย ท่ามกลางความสนใจของผู้มาร่วมเป็นสักขีพยานต่อมา พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วย เฉพาะกิจ ฉก.12 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนบ้านหนองจานตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมาว่า บรรยากาศโดยทั่วไปยังคงสงบเรียบร้อยไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ ขณะที่หน่วยกำลังพลยังคงปฏิบัติภารกิจในการเฝ้าระวัง ป้องกันชายแดนและรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการข่าวไม่ปรากฏสัญญาณการปลุกระดมหรือความเคลื่อนไหวที่อาจสร้างความไม่สงบเพิ่มเติม โดยทุกหน่วยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยืนยันว่า การดูแลพื้นที่และการประสานงานระหว่างฝ่ายความมั่นคงยังดำเนินการเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาพันเอกชัยณรงค์ยังระบุถึงตัวเลขพื้นที่ที่ยึดคืนได้แล้วว่า บ้านหนองจาน ยึดคืนได้แล้วประมาณ 60 ไร่ ส่วนที่ยังมีผู้อพยพชาวกัมพูชาพักอาศัยอยู่ประมาณ 64 ไร่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ยึดคืนได้เกือบ 100 ไร่ แต่ยังมีผู้อพยพชาวกัมพูชารุกล้ำอยู่ราว 20 ไร่ เรายังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ได้คืนพื้นที่ทั้งหมดกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของไทย พร้อมย้ำว่าประชาชนไทยที่มีสิทธิในที่ดินสามารถเข้าทำกินได้ โดยทหารจะจัดกำลังดูแลความปลอดภัย โดยพื้นที่ที่ยึดคืนแล้ว มีทหารควบคุมและอำนวยความสะดวกทุกครั้งที่ประชาชนเข้าพื้นที่ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลด้านการเสริมมาตรการด้านความมั่นคง หน่วยความมั่นคง ระบุว่า ได้ดำเนินการสร้างบังเกอร์ และติดตั้งกล้องวงจรปิด ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อเฝ้าระวังและเก็บหลักฐานภาพเคลื่อนไหว และที่ผ่านมา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เดินสายไฟฟ้า ทำให้สามารถจ่ายกระแสไฟเข้าพื้นที่เพิ่มความสะดวกทั้งต่อเจ้าหน้าที่และประชาชน พร้อมย้ำว่า หากประชาชนจะเข้าไปทำกินหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ ต้องแจ้งทหารทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันการถูกสร้างสถานการณ์โดยผู้ไม่หวังดีส่วนที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง เดินทางมาติดตามการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเยี่ยมและให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว หนึ่งในจุดหมายสำคัญ คือที่บ้านเลขที่ 228 หมู่ที่ 2 บ้านหนองเดียงน้อย ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ บ้านของนายคมสันต์ ประชัน ผู้สูญเสียบุคคลในครอบครัวพร้อมกันถึง 3 ราย เมื่อวันที่ 24 ก.ค.เวลาประมาณ 10.50 น. จากเหตุจรวด BM-21 ที่ยิงจากฝั่งกัมพูชา ตกใส่บริเวณปั๊มน้ำมันบ้านผือ ทำให้ร้านสะดวกซื้อได้รับความเสียหายรุนแรง และมีผู้เสียชีวิต 7 ราย ในจำนวนนี้ รวมถึงภรรยาและลูกๆ ของนายคมสันต์ ได้แก่ น.ส.รุ่งรัศ อายุ 40 ปี ด.ญ.ทักษพร หรือ “น้องผักบุ้ง” อายุ 14 ปี ด.ช.พงศภัค หรือ “น้องฟรีคิก” อายุ 9 ขวบ และ ด.ช.กิตติศักดิ์ คำวัง อายุ 9 ขวบ เพื่อนของลูกชายที่โดยสาร กลับมาด้วยทั้งนี้ นายนิรัตน์ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมโอบกอดให้กำลังใจนายคมสันต์ด้วยความห่วงใย และย้ำว่าต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือสิ่งใดสามารถแจ้งให้นายอำเภอกันทรลักษ์รับทราบได้โดยตรง พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดขั้นตอนการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนั้นในช่วงบ่าย ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 15 ก.ย. ณ เวลา 14.00 น.สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวและการปรับปรุงฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ ตรวจพบโดรนในพื้นที่แนวชายแดน 32 ครั้ง 57 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์วันเดียวกัน พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 มาบรรยายพิเศษ บอกเล่า “เรื่องจริงจากชายแดน” ที่หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ช่วงหนึ่งได้กล่าวสดุดีเหล่าทหารกล้าที่เสียสละเพื่อแผ่นดินไทย แสดงความเสียใจต่อประชาชนผู้สูญเสีย พร้อมประณามการกระทำของทหารกัมพูชาที่โจมตีเข้ามาด้วยอาวุธหนักโดยไม่เลือกเป้าหมาย จนประชาชนไทยเสียชีวิต ส่วนการเปิดด่านชายแดน รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องตัดสินใจ ต้องพิจารณาหลายด้าน ส่วนกองทัพมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ชายแดน พร้อมนำเสนอข้อมูลจากแนวหน้า คำแนะนำให้รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งประเทศกัมพูชาต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยหลายอย่าง การปิดด่านตัดทรัพยากร ทั้งน้ำมัน อาหาร เป็นหนึ่งในยุทธวิธีเพื่อชิงความได้เปรียบในสมรภูมิ อาจทำให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนสงบลงได้โดยไม่ต้องปะทะกันให้เสียเลือดเนื้อแม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกรณีชาวบ้านพบโดรนสอดแนมที่ จ.สุรินทร์ว่า โดรนกัมพูชานั่นแหละ เขายังไม่ยุติ ยังทำการลาดตระเวนด้านทหาร ซึ่งกัมพูชาก็เป็นแบบนี้ ส่วนการเปิดด่าน ต้องมีการดูแต่ละพื้นที่และต้องดูว่ารัฐบาลมีแนวทางอย่างไร ส่วนทางการทหารการเปิดด่านนั้นถือว่าเป็นแนวทางสุดท้ายและคงจะหารือกันอีกรอบหนึ่งและยืนยันหลังเกษียณไม่ลงเล่นการเมืองอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดน ถ้าจะให้สงบและไม่มีการสู้รบเกิดขึ้น ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำกัมพูชาเท่านั้น ฝ่ายไทยพร้อมจะเจรจาสงบศึกทุกเมื่ออย่างไรก็ตาม สื่อกัมพูชารายงานว่า พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่ระบุว่า กัมพูชาส่งโดรนไปตามพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่เพียงทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่นระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมกันนี้ กัมพูชาขอให้ไทยยึดมั่นตามหลักการข้อตกลงหยุดยิงที่มีการบรรลุกันระหว่าง 2 ฝ่ายและหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อลดความตึงเครียดและอาจสร้างความเข้าใจผิดระหว่างประชาชน 2 ประเทศขณะเดียวกัน ขแมร์ ไทมส์ สื่อของกัมพูชา รายงานข่าวเกี่ยวกับกรณีกองทัพไทยปฏิเสธที่จะเปิดด่านชายแดนตามคำขอของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อให้การขนส่งสินค้าราบรื่น ขณะที่กัมพูชาก็ยืนยันว่า จะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อนและเป็นกรณีพิพาทอย่างเด็ดขาดอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่