สัตว์ที่เราเอามาใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบบ่อยๆ ก็พวกหมูหมากาไก่ ฯลฯ จะมีก็แต่ “เต่า” ที่จริงก็เป็นสัตว์ใกล้ตัวคนสมัยก่อน แต่สมัยนี้ขนาดเด็กแม่กลองรุ่นก่อนสงคราม รุ่นผม ยังสารภาพ รู้จักเต่าน้อยมากลองมาไล่เรียงกันดู ท่านผู้รู้ เด็กอยุธยารุ่น ส.พลายน้อย เขียนถึงสำนวน ที่ใช้เต่าเปรียบเทียบไว้ มากน้อย“เต่าเตี้ย” คนเอามาเปรียบเทียบกับยศศักดิ์ หรือตระกูล จนมีคำกลอน ที่จำกันได้คล่องปากเต่าเตี้ยหรือจะต่อให้ตีนสูง มิใช่ยูงจะมาย้อมให้เห็นขำลักษณะเตี้ยของเต่า ทำให้เดินช้า อะไรๆที่ไปได้ช้าๆ เราก็เปรียบเทียบกับเต่า เช่น พูดว่า “เดินช้าเป็นเต่า” หรือรถที่วิ่งช้าก็ว่า “ใช้น้ำมันตราเต่า”ตามธรรมชาติของเต่า หัวของมันยืดออกจากกระดองได้ และเมื่อมีภัยอันตรายทำให้กลัว เต่าก็จะหดหัวเข้าไปในกระดอง ลักษณะเช่นนี้คนเราเอามาเปรียบเทียบได้สองอย่างเปรียบกับคนขี้ขลาดตาขาว อย่างหนึ่ง เปรียบกับคนพูดจาสับปลับกลับกลอกอีกอย่างหนึ่งเจอคนขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าเผชิญภัยอันตราย เรามักพูดว่า “กลัวจนหัวหด” ที่จริงคนมีหัวที่หดไม่ได้ เขาตั้งใจเปรียบว่ากลัวแบบเต่าที่หดหัวเข้าไปอยู่ในกระดองโคลงโลกนิติบทหนึ่ง เปรียบคนพูดจากลับกลอกไม่แน่นอนไว้ว่า “หัวเต่ายาวแล้วสั้น เล่ห์ลิ้นทรชน”เปรียบเทียบไว้ขนาดนี้แล้ว ยังไม่หนำใจ ยังเอาไปเปรียบเป็นสำนวนว่าโง่เต่าจะโง่อย่างไร ยังมองไม่เห็น หรือจะหมายว่าช่วยตัวเองไม่ได้ เต่ามีข้อเสียอยู่อย่าง คือเมื่อถูกจับหงายแล้วก็พลิกคว่ำไม่ได้ จึงถูกจับต้มจับเผากินได้ง่ายๆแม้ ส.พลายน้อยจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับข้อหาเต่าโง่ แต่ก็ยังอุตส่าห์ค้นคว้า ว่าในนิทานพื้นเมืองเกาหลี เรื่องเล่าจากแมนจูเลีย ก็ว่าเต่าโง่ส.พลายน้อยเคยไปเที่ยวแถวๆอำเภอผักไห่ พระนครศรีอยุธยา ได้ยินคนพูดถึงชายคนหนึ่งว่า “เหมือนเต่า” ถามเขาดู เขาไม่ได้หมายความว่าชายคนนั้นเตี้ย งุ่มง่าม หรือโง่ แต่เขาตั้งใจหมายความว่า เป็นคนไม่มีปากเสียงใครใช้ทำอะไรก็ทำไป ไม่แสดงกิริยาหรือคำพูด ที่ว่าเหมือนเต่าก็เพราะเต่าไม่เคยแสดงท่าขู่หรือโกรธใคร ในสมัย ส.พลายน้อยเป็นเด็กๆ ครูและผู้ใหญ่สอนให้อดทนและพยายามเหมือนเต่า ตัวอย่าง จากเจ้าตัวที่วิ่งแข่งกับกระต่ายในนิทาน เต่าขาสั้นเดินช้า แต่มีความอดทนและความพยายาม จึงเอาชนะกระต่ายได้ยังมีการใช้ในอีกความหมาย เมื่อเห็นคนเศร้าเสียใจร้องไห้น้ำตาไหล ก็พูดกัน น้ำตาไหลพรากราวเผาเต่าสมัยที่คนยังนิยมกินเต่า จับเต่ามาเผา เต่าจะไม่ร้องโอดครวญ เพราะร้องไม่ได้ แต่น้ำตาของเต่าจะไหลและอีกสำนวน ที่ใครพูดออกมาในสมัยนี้ คงต้องอธิบาย คือ “ปล่อยเต่า” คำ “ปล่อยเต่า” ไม่ใช่ความหมาย ที่หาวิธีจัดที่ทางให้เต่าคลานลงทะเล แต่เป็นความหมาย ตามค่านิยมคนโบราณในนิทานคำกลอนเรื่อง “คาวี” ตอนหนึ่ง...“น้ำดอกไม้เทศทากว่าจะทั่ว ชโลมทั้งเนื้อตัวเหมือนปล่อยเต่า”การแต่งตัวของหญิงโบราณ ชอบใช้น้ำดอกไม้เทศ ประพรมชโลมให้หอมฟุ้งไปทั้งตัว สมัยที่นิยมซื้อเต่าไปปล่อยวัดเป็นการทำบุญใหญ่ ก่อนปล่อยเขาจะเอาแป้งหอม น้ำมันหอมประพรมเนื้อตัวเต่าจนโชกชุ่มสำนวน “เหมือนปล่อยเต่า” คนโบราณตั้งใจใช้เปรียบเทียบตามนัยของความหมายนี้ผมเขียนมาจบลงตรงนี้ จึงได้ทีขอหนทางท่านผู้มีอำนาจ ตัดสินใจปล่อยนกปล่อยปลา เอ๊ย! ปล่อยเต่า สักตัว หรือเอ้า...สองตัว ใครจะไปรู้ว่า สองเต่าที่ว่า ต่อไปภายหน้า อาจเป็นบุญกุศลใหญ่ให้บ้านเมืองเรื่องดีๆชั่วๆ คนในโลกนี้มีปนกันทุกคน แต่เรื่องที่แน่ใจ หากไม่ปล่อยเต่า...ไปตามที่ตามทางของเต่า จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ให้ทหารใช้เป็นโอกาสยึดเมือง จำกันได้ไม่ใช่หรือ เหนื่อยกันมาเก้าปีสิบปีนี่เอง!กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม