การประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อ 3 เมษายน 2568 เหมือนแผ่นดินไหวใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทุกประเทศทั่วโลก ทรัมป์ขึ้นภาษีขั้นตํ่า 10% กับทุกประเทศ ขึ้นภาษีตอบโต้ที่รุนแรงหลายเท่า จีนถูกขึ้นภาษีตอบโต้สูงสุด 54% ไม่ต้องค้าขายกันแล้ว ไทยก็ถูกขึ้นภาษีตอบโต้สูงถึง 36% กระทบสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯเกือบ 1 ล้านล้านบาท แต่ นายกฯแพทองธาร ชินวัตร ที่กำลังฝึกงานก็ยังชิวชิว รัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็หลบหน้ากันเป็นแถว แต่งตั้งให้ “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” เป็นประธานรับมือกับการขึ้นภาษีของทรัมป์ มีแต่รองปลัดกระทรวงเข้าประชุม แล้วจะไปรับมือกับทรัมป์ได้อย่างไร เพราะ แม่ทัพคนกำหนดนโยบายคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ช่วยกันเอาหัวคิดกันหน่อยนะครับ ธุรกิจไทยกำลังเดือดร้อนสาหัส แม้แต่ชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิก็เดือดร้อนดูผู้นำจีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นตัวอย่าง แม้จะถูกสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าสูงถึง 54% แต่ผู้นำจีนก็ไม่ยอมให้รังแกฝ่ายเดียว บ้าก็บ้าวะ ประกาศขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ 34% รวมทั้งคุมการส่งออกแร่หายาก เพิ่มบัญชีองค์กรต่างชาติที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อให้จีนสามารถลงโทษบริษัทต่างชาติได้ เมื่อจะสู้กับคนบ้าอย่างทรัมป์ ก็ต้องบ้าตอบให้ถึงที่สุด อย่างที่ผมได้เขียนไปในฉบับวันเสาร์ว่า “โลกต้องโดดเดี่ยวสหรัฐฯ” เพื่อสั่งสอนทรัมป์ ประชากรโลกอีกกว่า 7,000 ล้านคนสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีสหรัฐฯ ทรัมป์ที่บ้าหนักอาจจะหายบ้าก็ได้ปีที่แล้ว 2024 สหรัฐฯนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ประมาณ 112.2 ล้านล้านบาท ประธานาธิบดีทรัมป์ และทีมงานก็ฝันหวานว่า ถ้าเก็บภาษีนำเข้าสัก 20% สหรัฐฯก็จะมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 660,000 ล้านดอลลาร์ ทรัมป์ยังฝันไปสุดกู่ว่าเมื่อเก็บภาษีนำเข้าได้มากมายอย่างนี้ทุกปี สหรัฐฯก็จะรวยขึ้น ชาวอเมริกันก็จะรวยขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัมป์ก็ฝันว่า ต่อไปจะ “ยุบกรมสรรพากรสหรัฐฯ” ชาวอเมริกันจะไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไปให้ชาวโลกกว่า 7,000 ล้านคนเสียภาษีให้กับชาวอเมริกันแทนแต่ฝันของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็พังพินาศไปในชั่วข้ามคืนเพียง 2 วันที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ตอบสนองนโยบายทรัมป์อย่างรุนแรง ดัชนีหุ้นดาวโจนส์พฤหัสบดีที่ 3 เม.ย. ร่วงไปกว่า 1,679 จุดทันที ถัดมา ศุกร์ที่ 4 เม.ย. จีนประกาศตอบโต้สหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ 34% ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ร่วงต่ออีกกว่า 2,231 จุด เพราะไม่คิดว่าจีนจะกล้าตอบโต้ เพียงสองวันหุ้นสหรัฐฯร่วงไปกว่า 3,910 จุด ดัชนีหุ้น S&P 500 สองวันก็ร่วงกว่า 17% และ ดัชนีหุ้น NASDAQ สองวันก็ร่วงไปกว่า 22% รวมสองวัน Market Cap (มูลค่าหุ้น) หายวับไปกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณกว่า 170 ล้านล้านบาทเฉพาะ หุ้น 7 นางฟ้า Magnificent Seven ซึ่งประกอบด้วย Alphabet, Amazon, Apple, Meta Platform, Microsoft, NVIDIA และ Tesla ถูกเทขายกระหน่ำในสองวันนี้ Market Cap หายไปรวมกันกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ กว่า 61.2 ล้านล้านบาทข้อมูลจาก Dow Jones Market Data ระบุว่า นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2568 ก่อนที่ทรัมป์จะสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี (20 มกราคม) จนถึงวันศุกร์ที่ 4 เมษายน มูลค่าหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯพังไปแล้วกว่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ กว่า 326.4 ล้านล้านบาท เปิดตลาดวันนี้ (7 เม.ย.) ต้องจับตาดูว่า หุ้นสหรัฐฯจะร่วงลงไปอีกเท่าไหร่ ผมเปิดดู Dow Jones Future เที่ยงวันเสาร์ ดาวโจนส์ก็ร่วงไปล่วงหน้าอีกกว่า 2,300 จุด กว่า 5.7% และ 9 เม.ย. วันที่ภาษีใหม่มีผลบังคับ ต้องดูว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯจะร่วงไปอีกเท่าไหร่ผมคิดว่า ผู้นำทุกประเทศไม่ควรยอมให้สหรัฐฯปู้ยี่ปู้ยำตามอำเภอใจ ต้องพร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนของตัวเองเริ่มศึกสองวัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯก็พังไปก่อนแล้ว ที่จะพังตามมาคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ สินค้าแพง เงินเฟ้อพุ่ง เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย ชาวอเมริกันจะเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม