สมรสเท่าเทียมที่เกิดขึ้นจริงในเมืองไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา มีความหมายถึงความเสมอภาคและเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตยของไทย ในสายตาชาวโลก ขนาดทีวีต่างชาติ DW โทร.มาสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสมรสเท่าเทียมในเมืองไทย ตามข่าวมีคู่สมรสที่ได้อานิสงส์จากกฎหมายสมรสเท่าเทียมนัดมาจดทะเบียนสมรสกันมากเป็นประวัติการณ์ ทั้งชายกับชาย หญิงกับหญิงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน คลอดกฎหมายฉบับนี้ออกมาและมีการดำเนินการต่อเนื่องใน รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จนกฎหมายออกมาบังคับใช้ ฝ่ายค้านพรรคก้าวไกลเวลานั้นก็เสนอกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาร่วมด้วย เป็นความสามัคคีระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลที่ทำให้ชาวโลกรู้จักเมืองไทยมากขึ้นอดีตนายกฯเศรษฐา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันที่ 23 มกราคมเป็นวันที่มีความหมายและมีความสำคัญต่อหัวใจคนไทยหลายๆคน สมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นได้จริงแล้ว ด้วยพลังของทุกคน จากนี้ไปจะไม่มีชายหรือหญิง แต่จะเป็นบุคคลกับบุคคลที่เป็นคู่สมรส ที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน I congratulate you wholeheartedly on your Love ยินดีจากหัวใจกับทุกความรักของทุกคนจะว่าไปแล้วนโยบายของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตรก็เป็นนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน โฟกัสไปที่ปัญหาถดถอยทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก เดินสายโรดโชว์มากกว่ารัฐบาลอื่นในการที่จะนำเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถดถอยต่อเนื่องกว่า 10 ปี เพิ่มกำลังซื้อในประเทศที่พอจะเป็นรูปธรรม การเพิ่มรายได้ตามแผนยุทธศาสตร์การต่างประเทศเชิงรุก เพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร ซึ่งสินค้าบางรายการมีมูลค่าเพิ่มเฉลี่ย 40% เร่งรัดการลงทุนเน้นอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต เพิ่มรายได้ประชาชนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท กำหนดเงินเดือนพนักงานข้าราชการขั้นต่ำ นำกลยุทธ์ Soft power มาใช้ในการสนับสนุนนโยบายต่างๆหรือจะเป็นการช่วยลดรายจ่ายภาคประชาชน ลดค่าไฟ ตรึงราคาน้ำมัน พักหนี้เกษตรกร ขับเคลื่อนแก้ปัญหาหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติ เน้นปราบอาชญากรรมออนไลน์ และที่กำลังดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้คือโครงการแจกเงิน 10,000 บาท หรือ Digital Wallet หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ แก้ปัญหา PM 2.5 โดยการตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นต้นโครงการทั้งหมดนี้เริ่มจะออกดอกออกผล นอกจากสมรสเท่าเทียม สินค้าการเกษตร เช่น ราคายางพาราจาก 4 โลร้อย วันนี้อยู่ที่ 70-90 บาท รายได้จากการท่องเที่ยวหลังจากที่มีการเปิดฟรีวีซ่า เพิ่มขึ้น 30% การเดินทางไปต่างประเทศทำหน้าที่เซลส์แมนของอดีตนายกฯเศรษฐากว่า 14 ประเทศ หารือกับ บริษัทชั้นนำกว่า 60 บริษัท วันนี้ที่เป็นรูปธรรมคือการลงทุนจากต่างประเทศด้านอาหาร ด้านเทคโนโลยี ด้านพลังงาน เริ่มจะชัดเจนเป็นผลงานที่จับต้องได้.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม