“เศรษฐา” ลุยพื้นที่อู่ตะเภา ขันนอตเร่งปิดจ๊อบโครงการรถไฟ ความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินรองรับอีอีซี ขีดเส้นทุกอย่างต้องจบ ให้ได้สิ้นปี 67 เริ่มสตาร์ตก่อสร้างต้นปี 68 ลั่นต้องไม่ให้ปัญหา เกิดลุกลามกลายเป็นมหากาพย์ ส่องพื้นที่ปักเสาสร้างสนาม แข่ง F1 ขอเดือนครึ่งรู้ชัดจบที่อู่ตะเภาหรือพัทยา เมินก้าวไกลขู่ฟ้องศาลปกครองยับยั้งแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ยันรัฐบาลปึ้กสามัคคีกันดี ไม่เชื่อเพื่อนพรรคร่วมจ้องโค่น “เจ๊หน่อย” ปูดโชยกลิ่น พท.จ้องแก้รัฐธรรมนูญตัดทิ้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์สกัดพรรคก้าวไกล นายใหญ่เดินเกมต้อนบ้านใหญ่ยึดคืน สส.เขต “พิธา” ไม่หวั่นขึงเกมเตะตัดขา กร้าวต้นทุนฆ่า ก.ก.สูงลิ่ว ถึงหัวเดิมขาดมีหัวใหม่นำพรรค ไปต่อได้ “ชูศักดิ์” โต้ “สุดารัตน์” ดิสเครดิตปูดข่าวเท็จไม่มีมูล “นายกฯ” ฟาดเลอะเทอะ ยัน พท. ไม่เคยคุยกันเรื่องนี้รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่างเต็มที่ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ติดตามการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โดยเฉพาะความล่าช้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ขีดเส้นทุกอย่างต้องจบให้ได้ภายในสิ้นปี 67 และก่อสร้างได้ต้นปี 68 “เศรษฐา” ไปอู่ตะเภาจี้เชื่อมสนามบินเมื่อเวลา 10.25 น.วันที่ 23 มิ.ย.ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พูดคุยหารือประเด็นปัญหาและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ รองรับการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี และ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับ โดยนายเศรษฐากล่าวว่า วันนี้มาเพื่อติดตามเรื่องของสนามบินอู่ตะเภา การพัฒนาอีอีซี รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ที่ถือว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลนี้ ซึ่งทำกันมาหลายรัฐบาลแล้ว รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการเชื่อมโยง และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความล่าช้าอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดมีความสำคัญอย่างยิ่งลั่นต้นปีหน้าต้องได้สร้างรถไฟฯจากนั้นนายจุฬากล่าวรายงานว่า โครงการรถไฟเชื่อมสนามบินความจริงแล้วสัญญาเสร็จตั้งแต่ปี 2562 และควรจะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 64 แต่เนื่องจากมีโควิด บริษัทเอกชนมีปัญหา ไม่สามารถเริ่มโครงการได้ ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นและค่าก่อสร้างยังเพิ่มขึ้นด้วยจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่สามารถหาธนาคารมาให้กู้เงินได้ ทำให้ต้องเจรจา มีหลักการพยายามจะนำเสนอในกระบวนการในเดือน ก.ค.67 ตั้งเป้าจะนำเสนอโซลูชันเจรจาเข้าคณะกรรมการ สกพอ. และนำเสนอเข้า ครม.ต่อไป หากเห็นหลักการ จะรู้ตัวสัญญาที่จะแก้ไขใหม่ ประมาณสิ้นปี 67 จะเซ็นสัญญาแก้ไขใหม่ได้ และเริ่มก่อสร้างต้นเดือน ธ.ค.67 หรือต้นเดือน ม.ค.68ขณะที่นายเศรษฐานายกฯ กล่าวว่า ถ้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังล่าช้าอยู่จะสร้างความมั่นใจให้เอกชนอย่างไร อีหลักอีเหลื่อ อยากให้ชี้แจงความกระจ่าง โครงการนี้ควรเริ่มก่อสร้างปี 64 แต่เกิดปัญหาโควิด ผู้รับเหมาและเรื่องอะไรต่างๆไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ สัญญาอยู่ระหว่างต่อรอง สรุปว่าระหว่างที่เริ่มงาน 2-3 ปีเป็นเรื่องการต่อรองว่าจะทำอย่างไรต่อไป ขณะนี้เวลาสัญญาหมดไปแล้ว แต่เดี๋ยวจะหาทางออก โดยตั้งสมมติฐานด้านการเงินใหม่ รวมถึงอาจรวมไป ต่อรองกับรัฐบาล เงื่อนไขของผลตอบแทน ไม่ขอคอมเมนต์ว่าทำได้หรือทำไม่ได้ แต่ทุกอย่างต้องจบให้ได้ภายในสิ้นปี 67 และก่อสร้างได้ต้นปี 68ย้ำต้องไร้ปัญหาหวั่นลามเป็นมหากาพย์นายกฯกล่าวอีกว่า ระหว่างนี้คนที่ทำสนามบินอู่ตะเภา จะเดินหน้าต่อหรือเปล่า ความเสี่ยงมันมีหากจบไม่ได้หรือหากกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ตัวบทสัญญาจะทำอย่างไรต่อไป ขอฝากไว้อย่าให้ปัญหาเกิดขึ้นกับการก่อสร้างสนามบิน หากรถไฟเชื่อม 3 สนามบินมีปัญหา หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้ต้องไปพูดคุยกันให้ดี เพราะสนามบินอู่ตะเภาสำคัญอย่างยิ่งกับเมกะโปรเจกต์ของเรา ที่ลงพื้นที่ไปดูการสร้างสนามแข่งขัน F1 หากไม่มีสนามบินจะกระตุ้นการท่องเที่ยวลำบาก รถไฟเชื่อม 3 สนามบินสำคัญ ประมาณสิ้นเดือน ก.ค. น่าจะข้อสรุปและเป็นข่าวดี ในฐานะรัฐบาลอยากให้ไปต่อ ถือเป็นจิ๊กซอว์การลงทุนข้ามชาติ ต่อยอดบริษัทที่จะมาลงทุนในอีอีซี ทำธุรกิจการค้าหรือธุรกรรมการลงทุนต่างๆในภูมิภาคนี้ ถ้าหากขาดไป ตัวหนึ่งคงลำบาก เราไม่ต้องไปลงรายละเอียดว่าเชื่อม 3 สนามบิน ต้องไปลิงก์กับสนามบินที่กรุงเทพฯอย่างไร ย้ำว่าอย่าให้เกิดปัญหาไม่เช่นนั้นหากติดกระดุมเม็ดแรกผิดตั้งแต่ต้น จะเกิดปัญหาตามมาเป็น มหากาพย์ ด้านนายสุริยะกล่าวว่า รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดแล้ว แนวโน้มเชื่อว่าก่อนสิ้นเดือน ก.ค.น่าจะมีข้อสรุป ตรวจเยี่ยมพื้นที่ปั้นสนาม F1ต่อมานายเศรษฐาไปตรวจติดตามพื้นที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่สนามบินอู่ตะเภา ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อดูสถานที่ที่จะให้เป็นพื้นที่สร้างสนามแข่งรถ F1 ก่อนที่เวลา 13.00 น. นายกฯ ได้เดินทางมาที่ลานกิจกรรมกลางแจ้งริมหาดบ้านอำเภอ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาดูเส้นทางการแข่งขัน F1 และได้พูดคุยกับ Mr.Mark Hughes ที่ปรึกษาด้านการแข่งขันรถ F1 บริษัท Mrk1 consulting ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขัน จากนั้นนายกฯโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก และทวีตผ่าน X ระบุว่า สำรวจศักยภาพการจัดแข่งขัน F1 ในไทยที่หาดจอมเทียน ที่มีการจัด 2 แบบ แบบแรกคือ circuit race ที่ใช้สนามแข่ง ซึ่งจะ สามารถควบคุมเรื่องความปลอดภัยได้ง่าย ที่อู่ตะเภามีโครงการที่จะการสร้างสนามแข่งรถแล้ว และมีความ เป็นได้ที่จะจัดแข่งได้ตามมาตรฐานของสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) และอีกรูปแบบของการจัดคือ แบบ city race ที่เป็นการแข่งบนถนนจริงๆ เส้นทางเน้นทัศนียภาพและความสวยงามของเมือง เราดูความเป็นไปได้ทั้งที่กรุงเทพฯและ เมืองพัทยา และวันนี้มาดูความเป็นไปได้ที่จะจัดในเส้นทาง บริเวณรอบหาดจอมเทียน ยังจำเป็นต้องมีการปรับปรุงถนน และองค์ประกอบอื่นของสนามแข่ง เช่น อัฒจันทร์ และฉากกั้น เพื่อให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ F1 เป็นงานใหญ่ งานยาก แต่ก็เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาลเดือนครึ่งชัดผุดที่อู่ตะเภาหรือพัทยานายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงศักยภาพของเมืองพัทยาในการสร้างสนามแข่งรถ F1 ว่า กำลังดูอยู่ หลายที่ในเมืองพัทยา มีอยู่ 3-4 ที่ อีก 1 เดือนหรือ 1 เดือนครึ่ง น่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อถามว่านายกฯ ยังไม่ได้เลือกสถานที่ที่ใช้ก่อสร้างสนามใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตนไม่มีสิทธิเลือก เราต้องทำงานร่วมกับฝ่ายผู้จัดการแข่งขัน หน้าที่เราคือหาทำเลที่ตั้งหลายๆที่ให้เขาเลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุด เมื่อถามว่าจากการพูดคุยกับ Mr. Mark Hughes ถือว่าผลตอบรับของพัทยาเป็นอย่างไรบ้าง นายเศรษฐากล่าวว่า ถือว่าดี ความจริงอยู่ที่พัทยา 3-4 จุด หรือที่อู่ตะเภา มีอยู่แค่นี้เร่งท่าเรือแหลมฉบังจบได้ตามสัญญาจากนั้นเวลา 14.00 น. ที่บริเวณจุดก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายเศรษฐาพร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามและเร่งรัดการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนงานที่ 1 งานก่อสร้างงานทางทะเล เนื้อที่ประมาณ 2.8 พันไร่ โดยนายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผอ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวรายงานว่าแผนปฏิบัติงานช่วงที่ผ่านมาล่าช้า 3.99% ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด แต่มีแผนงานปรับวิธีทำงาน ปี 68 การดำเนินงานจะเป็นตามแผน เพื่อให้โครงการเสร็จสิ้นตามสัญญาเดือน มิ.ย.69 ไม่ให้กระทบสัญญากับบริษัทเอกชนคู่สัญญา จากนั้นนายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่าเดือน พ.ย.66 ได้มาตรวจที่นี่แล้วหนึ่งครั้งล่าช้า แต่ภายในการดำเนินการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ทำให้ความล่าช้าเหลือไม่ถึง 4% และจะกระชับที่ล่าช้าให้หมดได้ในสิ้นปี 67 การก่อสร้างจะทำได้เสร็จตามสัญญา ทีมงานกระตือรือร้นดี จึงมาให้กำลังใจ พูดคุยตรงไปตรงมาว่ามีปัญหาตรงไหน เรื่องขนหินเข้ามามีปัญหา นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี แก้ปัญหาตรงนี้ได้แจงต่างชาติเช่าคอนโดไม่ได้ขายขาดนายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ให้ต่างชาติซื้อคอนโดได้ 75% ได้สั่งการกระทรวงมหาดไทยใช่หรือไม่ว่า มีอยู่ 2 เรื่องมีข้อเสนอแนะจากกระทรวงการคลังเพื่อผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนที่หนึ่งคือการเช่าระยะยาว มีกฎหมายอยู่แล้ว 30 ปี เป็น 50+50 แต่เราคิดว่าถ้าทำเป็น 99 ปีจะดีกว่า ไม่ได้ซื้อขายขาด ทุกประเทศก็ให้เช่า อีกเรื่องการถือครองคอนโดของชาวต่างชาติในการออกเสียงจาก 49% เป็น 75% ต้องลงรายละเอียดนิด คนมีสิทธิโหวตให้นิติบุคคลทำอะไรต่างๆได้อยู่แค่ 49% แสดงว่าคนไทยก็ยังเป็นใหญ่ เพราะยังถืออยู่ 51% แต่การขึ้นจาก 49% ไปเป็น 75% ซึ่ง 26% ตรงนี้เป็นส่วนที่เกินมาจะไม่มีสิทธิออกเสียงโหวตอะไร เพียงแต่เข้าไปอยู่อาศัยได้เท่านั้น เมื่อถามว่ามีเสียงวิจารณ์การเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นายกฯกล่าวว่า คงไม่ได้กระทบอะไร เพราะเรื่องที่เราจะเช่าระยะยาวมีอยู่แล้ว เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้โครงการลักษณะนี้เคยถูกพับไปรอบหนึ่งแล้ว รัฐบาลนี้อาจต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เข้าใจว่าเรื่องที่ถูกพับไปเป็นเรื่องขายที่ดิน เป็นประเด็นใหญ่มากกว่า เราไม่ได้เสนอตรงนี้เข้ามา เมิน ก.ก.ยื่นศาล ปค.มั่นใจทำถูกต้องเมื่อถามถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุจะยื่นให้ศาลปกครองระงับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นายกฯตอบว่า จะไม่ทำให้เราเสียสมาธิ เพราะยึดมั่นว่าทำถูกต้อง สุจริตตรวจสอบได้ เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านระบุไม่อยากให้กู้ แต่พอไม่กู้แล้วใช้งบฯปกติบอกว่าอาจผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เหมือนจ้องจับผิดหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่หรอก เข้าใจว่าเป็นหน้าที่ฝ่ายค้าน ต้องดูแลการใช้งบฯแผ่นดิน หน้าที่รัฐบาลคือตอบคำถามให้ทุกภาคส่วนสบายใจได้ว่าการดำเนินนโยบายต่างๆต้องโปร่งใสสุจริตตรวจสอบได้ เมื่อถามว่า หากยื่นศาลปกครองจริงไทม์ไลน์โครงการจะสะดุดหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เชื่อมั่นอย่างนั้น และก่อนที่เราจะทำเราต้องมั่นใจแล้ว ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น และคงไปไม่ถึงจุดนั้น ตามข้อกฎหมาย ถ้าผิดกฎหมายทำไม่ได้อยู่แล้วยันพรรคร่วมยังปึ้กสามัคคีกันดีเมื่อถามถึงผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุด ประชาชนเกินครึ่งมองว่าในพรรคร่วมรัฐบาลกันเองมีแผนจะล้มนายกฯ นายเศรษฐายิ้มก่อนตอบว่า ไม่ทราบเลย ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น แต่เคารพในเสียงของพี่น้องประชาชนที่คิดแบบนั้นว่าเราทำอะไรผิดไปหรือไม่ แต่ที่ได้ทำงานกับรัฐมนตรี มีความสมัครสมานสามัคคีกันดี แน่นอนการทำงานร่วมกันแม้แต่มาจากพรรคเดียวกัน มีทั้งเรื่องที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เชื่อว่ามีการพูดคุยกันได้ดี เมื่อถามว่าที่นายกฯได้สัมผัสเป็นไปได้ที่จะเป็นเหมือนผลสำรวจหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ทราบจริงๆ แต่จากที่สัมผัสรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกัน ทั้งพรรคเดียวกันและต่างพรรคเราทำงานได้ดี เอาความเดือดร้อนประชาชนเป็นตัวตั้ง พยายามหาทางออกให้ ส่วนเรื่องการเมืองคงมีเป็นเรื่องของการเมืองมั่นใจไม่มีพรรคร่วมฯจ้องโค่นเมื่อถามย้ำว่า เชื่อหรือไม่ว่ามีขบวนการใต้ดินที่พยายามจะล้มนายกฯ นายเศรษฐากล่าวว่า พยายามมองโลกในแง่ดี เพราะเราทำงานด้วยความตั้งใจจริง ไม่ได้มีวาระอื่น แต่มาเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน หวังว่าคงไม่มีแล้วกัน เอาอย่างนี้แล้วกัน เมื่อถามว่าให้คำมั่นได้หรือไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้จะอยู่กันครบ 4 ปี นายเศรษฐากล่าวว่า วันนี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เมื่อถามย้ำว่า ยังมั่นใจในตัวพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายเศรษฐาตอบสั้นๆว่า “ครับ”“เจ๊หน่อย” แฉแก้ รธน.ตัด สส.ปาร์ตี้ลิสต์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ NOW ทางช่องยูทูบ the standard มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ได้ข่าวจากคนในเพื่อไทยบอกว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะแก้รัฐธรรมนูญให้ไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ เป็นคำบอกเล่าจริงหรือไม่จริงไม่รู้ เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการชนะก้าวไกล คือรวบรวมบ้านใหญ่และไม่มี สส.บัญชีรายชื่อเกมดูดกลับบ้านใหญ่ดับกระแส ก.ก.คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องดังกล่าว มีพรรคพวกที่เป็นคนในพรรคเพื่อไทย (พท.) มาบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแบบนี้ ส่วนจะจริงเท็จไม่รู้เพราะเป็นแค่การบอกเล่าว่ามีการคุยกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแบบนี้ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้น เมื่อเขาคิดว่าอยู่ครบ 4 ปี คงทำใกล้เลือกตั้ง เมื่อถามว่า มองแนวคิดนี้อย่างไรบ้าง คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า มองว่าเป็นไปได้ ถือเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง เพราะจากการติดตามยุทธศาสตร์การเดินของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เข้าไปหาบ้านใหญ่ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการรวบรวม สส.เขต ถ้าจะคิดกันพรรคก้าวไกลที่มีกระแสดี การตัด สส.บัญชีรายชื่อจะมีผลกระทบไปถึงพรรคก้าวไกล แต่ขอย้ำว่าไม่รู้ว่าใครคิด แต่มีคนเล่าให้ฟังแต่ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเตรียมการรับมือเรื่องนี้อย่างไร คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ยังไม่รู้เป็นความจริงหรือไม่ เพียงแต่ได้ยินแนวคิดอย่างนี้เพื่อเอาชนะพรรคก้าวไกล มันยังเป็นการบอกเล่า จึงยังไม่ได้คุยอะไรกันในหมู่ฝ่ายค้าน “พิธา” กร้าวต้นทุนฆ่าพรรค ก.ก.สูงลิ่วช่วงเที่ยงที่โรงแรมพีซี แกรนด์ พาเลซ จ.สกลนคร นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ไปร่วมประชุมสมาชิกจัดตั้งสาขาพรรคก้าวไกล ประจำ จ.สกลนคร มีสมาชิกมาเข้าร่วมรับฟังแนวทางการขับเคลื่อนพรรคพร้อมเพียง โดยนายพิธากล่าวกับสมาชิกพรรคตอนหนึ่งว่า ถึงจะมีความพยายามยุบพรรคเราอีกครั้ง 2 พรรคใน 5 ปี ก็ไม่เป็นไร ไม่หวั่นไหวหรือต้องขายวิญญาณ เพื่อให้พรรคอยู่รอดได้ ก.ก.เป็นพรรคใหม่อยู่มา 5 ปีถ้าเทียบกับพรรคอื่นๆยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่หากดูในเชิงรัฐศาสตร์การมีอยู่ของพรรค ก.ก.ดีต่อสังคมไทยมากกว่าการไม่มี ต้นทุนการฆ่าพรรค ก.ก.สูงกว่า ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไรเป็นดุลพินิจของศาลไม่สามารถก้าวล่วงได้ แม้เราจะพร้อมทุกสถานการณ์ มีการประชุมทุกภาค มันคือโครงสร้างของพรรค ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อพรรค เปลี่ยนสีพรรค เปลี่ยนโลโก้พรรคก็ไปต่อได้ถึงหัวขาดมีหัวคนใหม่พรรคไปต่อได้“เขาอยากจะตีหัวผม หัวอาจจะไม่อยู่ แต่เดี๋ยวจะมีหัวคนใหม่ที่เก่งกว่ามา รากฐานคือประชาชน มีสมาชิกพรรค ลงรากลึกไปแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะออกมาเป็นแบบไหน พวกเราทุกคนไปต่อได้อย่างแน่นอน ผมฟันธง” นายพิธากล่าวไม่หวั่นแก้ที่มา สส.เขตเตะสกัดขานายพิธาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) อ้างว่ามีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญ ให้ สส.มีที่มาจากระบบเขตทั้งหมด 500 ที่นั่ง ตัดระบบบัญชีรายชื่อออกไปเพื่อสกัดพรรค ก.ก. ว่า หลักสำคัญที่สุดคือทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงมากที่สุด ไม่ใช่แก้เพื่อให้พรรคหนึ่งได้ประโยชน์ ไม่ได้กล่าวหาว่าจะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้ประโยชน์ เพราะอย่างไรที่ผ่านมา พรรคเราก็ชนะอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะมีการแก้ ดังนั้นถ้าหลังจากนี้จะมีการปรับสัดส่วนจาก 400 คนให้มีมากขึ้นไปอีก มองว่ามีความเป็นไปได้ในสภาฯ รัฐธรรมนูญ 2560 คือระเบิดเวลา หากกฎหมายสูงสุดของประเทศทำให้การเลือกตั้งหรือการเข้าสู่อำนาจไม่ยุติธรรม และเอนเอียง จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกต่อไป จะก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ในที่สุด พรรค ก.ก.ไม่กังวลใจอะไร เชื่อในตัวเราว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่ว่ารูปแบบเกมจะเป็นยังไง เราก็ชนะในเกมที่เขาดีไซน์ให้เราแพ้มาโดยตลอดโวยป้ายสีเติมนามสกุล สว.สีส้มเมื่อถามถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สว. ให้สัมภาษณ์ระบุว่า การคัดเลือก สว.ครั้งนี้ จะมี สว.สีส้มเข้ามามาก นายพิธากล่าวว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเติมนามสกุลให้ใครด้วยการไปป้ายสี แต่ละคนมีวุฒิภาวะและจุดยืนของตนเอง ตามความหมายของตน คงจะเป็นอดีตผู้สื่อข่าว นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย ที่ยืนตรงในเรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า จะมีนามสกุลเป็นสีส้มเชียร์ “โอ๊ค” ลุยปทุมฯเติมสีสันแข่งขันผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร ลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี นายพิธากล่าวว่า เป็นเรื่องดีจะแข่งขันมากขึ้น ยิ่งแข่งขันเยอะ ยิ่งมีสีสันและความ น่าตื่นเต้น ทำให้คนออกมาใช้สิทธิใช้เสียงกันมากๆ แล้วจะทำให้การเลือกตั้งชอบธรรม แต่ถ้าเหงาหงอยคนไม่ออกมา จะเสียภาษีเลือกตั้งและไม่ตอบเจตจำนงของประชาชน เมื่อถามว่า พรรค พท.รุกหนักมากขึ้น กังวลหรือไม่ อย่างตอนอภิปรายงบฯ ทำได้ดีขึ้นและ ลงพื้นที่บ่อยขึ้นด้วย นายพิธาตอบว่า ไม่กังวลเลย ถือเป็นเรื่องดีจะได้เห็นข้อมูลทั้ง 360 องศา เมื่อถาม ถึงเสียงวิจารณ์พรรค ก.ก.โดนเล่นเกมการเมืองจากบ้านใหญ่ แห่ลาออกจากตำแหน่งหลายพื้นที่ นายพิธา กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะประชาชนตื่นรู้ พอจะเห็นภาพว่าแต่ละเรื่องที่ผู้สมัครแต่ละคนทำ อาจเป็นสิทธิ์ของเขา แต่ทำไปเพื่ออะไรดูว่าใครจริงใจ กับประชาชน ไม่กังวล ทุกอย่างยังเป็นตามแผนงาน ของเราเหมือนเดิม เรามีแผนชัดเจนอยู่แล้ว เวลามีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้กังวลใจ เราไม่ได้ต้องการจำนวน แต่เราต้องการคุณภาพ “ชูศักดิ์” โต้ดิสเครดิตปูดเรื่องไม่มีมูลขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อรองหัวหน้าพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ทสท. ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์ เปิดประเด็นว่าพรรค พท.เตรียมจะแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกระบบ สส.บัญชีรายชื่อให้เหลือเพียงแค่ สส.เขตทั้งหมด เพื่อเอาชนะพรรค ก.ก.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ไม่มีอะไรเลย เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเราต้องการจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ต้องให้ สสร.เป็นคนวางระบบว่าระบบเลือกตั้งควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พรรคการเมือง หรือใครจะเป็น คนไปคิดว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้กันเอง ไม่เช่นนั้น จะมี สสร.ไปทำไม เรื่องที่คุณหญิงสุดารัตน์พูดจึงไม่มี มูลความจริงอะไรทั้งสิ้น ตนดูเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ไม่เคยมาคิดเช่นนี้ จะดิสเครดิตหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่มัน เป็นเท็จ ไม่เป็นความจริง ชี้แจงตรงนี้จบแล้ว ไม่ต้องไป ทำอะไร ให้คนใช้วิจารณญาณดูว่าจริงเท็จอย่างไร ฟังตนแล้วควรจะเชื่ออย่างไร ไม่อยากไปตำหนิติเตียนใคร ยืนยันไม่เป็นความจริงงง ก.ก.ขู่ยื่นศาล ปค.หยุดเงินดิจิทัลฯนายชูศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีพรรค ก.ก.มีท่าทีจะยื่นศาลปกครองยับยั้งการใช้งบฯ จัดทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ยังไม่เห็นช่องทาง กฎหมายว่าไปอย่างไร เพราะหากงบฯผ่านวาระสาม ต้องถูกส่งไปที่วุฒิสภา ไม่เห็นว่าช่องทางนั้นคืออะไร ฟังแล้วงง ปัญหาใหญ่ไม่ว่าจะไปศาลใดก็ตาม แต่มี ช่องทางของรัฐธรรมนูญให้ไปอย่างไร หากสภาฯ ผ่าน ร่างกฎหมายแล้วมีช่องทางเดียวคือไปศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ศาลปกครอง ยังไม่เคยได้ยิน และไม่เคยเห็นว่าจะไปอย่างไร รัฐบาลเดินหน้าตามกฎหมายต่อไป วิเคราะห์แล้วไปยากลำบาก ไม่กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล เพราะไม่เคยมีที่อยู่ดีๆ ที่ผ่านวาระสามแล้วจะไปศาล ปกครองไม่เคยเห็นนายกฯซัดเลอะเทอะ พท.ไม่เคยคุยกันที่ จ.ชลบุรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านเปิดเผยว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความพยายาม จะไม่ให้มี สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อสกัดพรรค ก.ก. นายเศรษฐาย้อนถามว่า เอาข่าวมาจากไหน ตนไม่ทราบ คงเป็นเรื่องของเกมการเมืองมั้ง รัฐมนตรีเราไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย และไม่ได้อยู่ในวาระของการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย การจะแก้เรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องผ่านรัฐสภาอยู่แล้ว ในฐานะที่อยู่ในพรรค พท.ด้วย และทำงานในฝ่ายบริหาร ถ้าเกิดจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ต้องพูดคุยกันในพรรคของเราเอง จากนั้นนายกฯหันหน้าไปหานายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม และนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะผู้ประสานงานวิปรัฐบาล พร้อมถามนางมนพรว่า ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ใช่ไหม นางมนพรกล่าวยืนยันว่าไม่เคยมีใครพูด และนายเศรษฐาระบุว่า คิดว่าไม่มีเรื่องนี้ เมื่อถามว่าการให้ข่าวลักษณะนี้ดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า คงเป็นธรรมดาของการเมืองที่สับสน ตอนนี้เรามุ่งแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนดีกว่า เรื่องนี้คงมีคำถามมาถึง ต้องยืนต่อไปเรื่อยๆ แต่จะเห็นว่าสีหน้าตนยิ้มแย้ม มันไม่มีอะไรเลย รัฐมนตรีที่อยู่ตรงนี้เป็นผู้ใหญ่ในพรรค นายสุริยะอยู่กับพรรคมานาน ตอนตนตอบคำถามสื่อก็เหล่ตามองท่าน ท่านยิ้มไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้หรอก เลอะเทอะปชช.เชื่อมีดีลลับการเมืองไทยวันเดียวกัน “นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “Believe It or Not! ทางการเมืองไทย” ระหว่างวันที่ 19-20 มิ.ย.จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวม 1,310 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามถึงความเชื่อเกี่ยวกับข้อตกลงลับทางการเมืองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ร้อยละ 39.77 ระบุว่าเชื่อมาก ร้อยละ 31.06 ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 15.73 ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 10.31 ไม่เชื่อเลย และร้อยละ 3.13 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ส่วนความเชื่อความพยายามของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะล้มรัฐบาลนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 31.45 ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 26.03 ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 21.83 ไม่เชื่อเลย ร้อยละ 17.71 เชื่อมากและร้อยละ 2.98 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ส่วนความเชื่อเรื่องการเปลี่ยนนายกฯที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ร้อยละ 28.70 ไม่เชื่อเลย ร้อยละ 28.02 ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 25.34 ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 15.73 เชื่อมาก และร้อยละ 2.21 ไม่ตอบ/ไม่สนใจมองมียุบพรรคเกิดขึ้นเร็วๆนี้สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ร้อยละ 31.15 ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 23.66 ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 21.60 เชื่อมาก ร้อยละ 20.61 ไม่เชื่อเลยและร้อยละ 2.98 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และเมื่อถามถึงความเชื่อเกี่ยวกับการใช้เส้นสายทางการเมืองของผู้สมัครบางคน เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร้อยละ 55.42 เชื่อมาก ร้อยละ 28.55 ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 7.63 ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 7.48 ไม่เชื่อเลยและร้อยละ 0.92 ไม่ตอบ/ไม่สนใจภาค ปชช.ซัดฮั้วเลือก สว.ส่อโมฆะที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวทีแถลงข้อสังเกตการณ์การเลือก สว.67 หัวข้อ “วุฒิสภา-ประชามติ-รัฐธรรมนูญ” โดยนายเมธา มาสขาว ที่ปรึกษาและรักษาการเลขาธิการ ครป.กล่าวว่าหลักการได้มาของ สว.ตามรัฐธรรมนูญ 60 กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและระเบียบที่ กกต.มาไม่สอดคล้องกัน เขียนให้ สว.เป็นผู้แทน 20 กลุ่มสาขาอาชีพ ไม่สามารถหาผู้แทนได้อย่างชอบธรรม เพราะเลือกไขว้จากสาขาอาชีพอื่น ทั้งนี้การเลือก สว.ครั้งนี้ฮั้วกันชัดเจน กลุ่มแรกคือพรรคการเมืองใหญ่ทางเหนือ ส่งคนลงเพื่อเป็นประธานวุฒิสภา ให้ สส.ระดมกำลังส่งหัวคะแนนลงทุกกลุ่มทุกอำเภอ กลุ่มสองพรรคใหญ่ทางอีสาน ส่งหัวคะแนนลงแทบทุกอำเภอทุกจังหวัดที่มี สส.อยู่ หลายคนประสบการณ์ไม่ตรงสาขาอาชีพที่ลง ยังพบว่ามีการจ่ายเงินให้ลงสมัคร ถ้าทุกกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน คนละ 5,000 บาท จะใช้เงินแค่ 3 แสนบาท จังหวัดหนึ่งมี 10 อำเภอใช้เงินเพียง 3 ล้านบาท รวมถึงมีการใช้กลไกมหาดไทย และ อสม.สนับสนุนให้เป็นไปตามแผน กลุ่มสาม พรรคทางใต้ มีข้อกล่าวหาว่าพยายามลงทุนจังหวัดละ 8 ล้านบาท และกลุ่มสี่ คือกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มที่ห้า กลุ่มอิสระและภาคประชาชนแต่ละสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่ถูกปัดตก เพราะไม่มีคะแนนจัดตั้ง จึงฟ้องร้องกันมากอาจทำให้เป็นโมฆะได้ กินรวบโละ สว.บ้านป่าฯนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชน ต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า เจตนารมณ์การเลือก สว.ต้องสุจริต เที่ยงธรรม แต่ กกต.ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นจริง จนเหมือนการเลือก สว.ครั้งนี้มีธงอยู่แล้วว่าจะจัดการอย่างไร หลายปีคิดว่าพรรคการเมืองเตรียมส่งผู้สมัคร สว.ทุกพรรค เพราะเงื่อนไขต่างๆเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองและบ้านใหญ่ที่ต้องใช้เงินส่งผู้สมัคร ภาพรวมแก้ปัญหายากเพราะมีธงหมดแล้วและเตรียมการมานาน ผู้สมัครอิสระจึงถูกหมายหัวและไม่ถูกเลือกเข้าสภาฯแน่นอน เชื่อว่ามีธงแน่นอนว่าวันที่ 2 ก.ค.นี้ต้องจบ เพื่อยกเลิก สว.ชุดป่ารอยต่อ โดยส่งอดีตนายกฯ ลดชั้นลงมาเพื่อสมัคร สว.ชัดเจนเพื่อกินรวบ สว.ชุดใหม่ทั้งหมดสวดล็อกสเปกโปรยเงินฮั้วกันชัดเจนนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กล่าวว่า มีข้อเสนอ 10 ข้อ คือ 1.การแบ่งกลุ่มตามสาขาอาชีพ 20 กลุ่มไม่สะท้อนสัดส่วนประชากรในประเทศและความสำคัญของกลุ่มอาชีพแท้จริง 2.เงื่อนไขรับสมัครอาชีพ ทำโดยระเบียบ กกต.แบบอนุโลมและหละหลวม จนมีการลงสมัครไม่ตรงตามสาขาอาชีพจำนวนมาก และผ่านไป 2 รอบแล้ว บางคนขาดคุณสมบัติและตกไป แต่ กกต.ยังไม่มีมาตรการเยียวยาการถูกตัดสิทธิ 3.มีการจ้างคนมาสมัคร เกณฑ์คนมาสมัคร ทุกกลุ่มทั้งระดับอำเภอและระดับจังหวัด ขนคน มีคนเห็นกันทั้งประเทศแต่ กกต.ไม่เห็น 4.การเลือกรอบกลุ่มอาชีพชัดเจนล็อกสเปก เพื่อเข้ารอบระดับอำเภอและระดับจังหวัด ฮั้วกันได้ใช้เงินได้ บัตรใบเดียวมี 2 ช่อง ตรวจสอบการลงคะแนนได้ 5.การให้เลือกกันเองในกลุ่ม ทำให้เกิดเกมการเลือก เลือกไม่ให้คนชนะมาเป็นคู่แข่งในรอบไขว้ 6.มีพฤติกรรม แลกคะแนนทั้งจริงและเท็จ ผิดกฎหมาย ตีมูลค่าได้ เป็นการสัญญาว่าจะให้ 7.การเลือกรอบไขว้ ไม่เปิดโอกาสให้จัดวงแนะนำตัวได้ เป็นการเลือกขาดคุณภาพ 8.การไม่รวมหีบบัตรแต่ละกลุ่มของหีบบัตรรอบเลือกไขว้ ไม่เป็นความลับ รู้ว่าให้เลือกใครบ้าง 9.การร้องเรียนไม่มีผลในรอบต่อไป แต่ไม่มีคำตอบว่าการเลือกที่ไม่ชอบธรรมจะแก้อย่างไร 10.กกต.ยังสม่ำเสมอจัดการเลือกตั้งให้เสร็จ แต่ไม่คิดป้องกันการทุจริต ทั้งที่ใช้งบฯไม่น้อย“พานทองแท้” อ้อนขอเสียงชาวปทุมฯเย็นวันเดียวกัน นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อม น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. นายสมัสนันท์ หลีนวรัตน์ สส.ปทุมธานี พรรค พท. และทีมงานพรรค ลงพื้นที่ตลาดฉัตรไพลินและตลาดสามโคก เพื่อช่วยนายชาญ พวงเพ็ชร์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี ในนามพรรค พท.หาเสียง ระหว่างการเดินตลาดนายพานทองแท้ ได้แจกโบรชัวร์แนะนำตัวผู้สมัคร พร้อมเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาดอย่างเป็นกันเอง จากนั้นขึ้นรถแห่หาเสียงขอคะแนนจากประชาชนในพื้นที่ ขอให้เลือกนายชาญ ผู้สมัครหมายเลข 1 เป็นนายก อบจ.ปทุมธานี ที่จะเลือกตั้งในวันที่ 30 มิ.ย. ตลอดการลงพื้นที่มีผู้สนับสนุนพรรค พท.เข้ามาให้ดอกไม้เป็นกำลังใจอย่างคึกคัก ผู้สื่อข่าวถามนายพานทองแท้ถึงการเลือก นายก อบจ.ครั้งนี้มั่นใจตัวผู้สมัครจะชนะการเลือกตั้งได้หรือไม่ นายพานทองแท้ ยิ้มตอบพร้อมกล่าวว่า ให้ถามผู้สมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างนั้นประชาชนที่เข้ามาขอถ่ายรูปพากันตะโกนตอบแทนว่า “มั่นใจเต็มร้อย”อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่