นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ ฟันธงว่า นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน มีสิทธิ์หลุดจากตำแหน่ง จากการที่ 40 สว.ร้องศาลรัฐธรรมนูญ ข้อหาไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นผลจากการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯมีเพียงฝ่ายรัฐบาลไม่กี่คน ที่ปลอบใจตนเอง โดยหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นคุณ แต่ถ้าออกมาเป็นด้านลบ จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง แต่คณะรัฐมนตรีต้องพ้นไปทั้งคณะและต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ บางฝ่ายวิเคราะห์ว่านี่คือเกมการเมืองล้มรัฐบาลน่าสงสัยว่า 40 สว.ที่ร้องศาลรัฐธรรมนูญ ให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีเปิดเผยชื่อเพียงคนเดียว อีก 39 คน ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน ทำให้น่าสงสัยว่าเป็นคนของใคร อาจจะเป็น สว.ของบิ๊กใดบิ๊กหนึ่งหรือไม่ นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ที่ยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็น ต้นมา มีนายกรัฐมนตรีมาหลายหนนายกฯส่วนใหญ่ต้องพ้นตำแหน่ง โดยวิถีทางที่ไม่ธรรมดา นายกฯทักษิณถูกล้มโดยรัฐประหาร เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนนายกฯสมัคร สุนทรเวช และนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีเพียงนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่อยู่จนครบวาระแต่มีเสียงนินทาว่านายอภิสิทธิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในค่ายทหาร แสดงว่านายกฯทั้ง 5 คน เข้าสู่อำนาจ และหลุดจากอำนาจโดยวิธีที่ไม่ธรรมดา ไม่พ้นจากอำนาจด้วยรัฐประหาร ก็หลุดด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ก่อให้เกิดการเมือง “ตุลาการภิวัตน์”การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนืออำนาจอื่นๆ นักปราชญ์ฝ่ายประชาธิปไตยกล่าวว่า อำนาจทำให้คนลุแก่อำนาจ หรือเหลิงอำนาจ ยิ่งมีอำนาจเด็ดขาดก็ลุอำนาจจนหัวปักหัวปำ จึงต้องให้อำนาจทั้ง 3 ฝ่าย ตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันขณะนี้การเมืองไทย กำลังทดสอบ “ตุลาการภิวัตน์” อีกครั้ง นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ถูก 40 สว. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ร้องศาลรัฐธรรมนูญ (ฝ่ายตุลาการ) ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุล ตามระบอบประชาธิปไตย ต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม