ได้ปลดล็อกสไตล์การร้องในซิงเกิลใหม่ “อย่าเลย” เพลงฮีลใจสุดอบอุ่น นักร้องเสียงคุณภาพแชมป์คนแรกของ “The Golden Song เวทีเพลงเพราะ” แอ๊ค-โชคชัย ถ่ายทอดแทนอารมณ์ของพระเอก ตรี–ภรภัทร จากละคร “สงครามสมรส” ทางช่องวัน 31 ที่ยืนเคียงข้างนางเอก แอฟ–ทักษอร โดยใช้กฎหมายเพื่อคืนความยุติธรรมและสู้ด้วยหัวใจ เรื่องราวกำลังเข้มข้น ได้นักแต่งเพลงมือรางวัล แอ้ม–อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ และแต่งเนื้อร้อง–ทำนอง แถมใช้กิมมิกคำว่า “หย่าเลย” มาเป็นชื่อเพลง “อย่าเลย” ใส่อารมณ์ความรู้สึกของผู้ชายคนหนึ่งที่สุดแสนจะอบอุ่น พร้อมฮีลใจ เพลงนี้ยังดีใจต่อหนุ่มแอ๊คที่ยืนหนึ่งในเส้นทางสายลูกกรุงครองใจแฟนคลับหลากรุ่นหลายวัย ครั้งนี้ได้เปิดประตูบานใหม่ก้าวข้ามคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง “แอ๊ค” เล่าเรื่องราวเริ่มจากเล่าการทำงานเพลง “อย่าเลย” เพลงนี้ให้ฟังหน่อย?“เพลงนี้เป็นการทำงานกับ แอ้ม–อัจฉริยา เป็นครั้งแรก แล้วพี่แอ้มก็ทำงานกับศิลปินรุ่นใหม่ที่มาแรงทุกๆคนเลย คือผมชอบพี่แอ้มอยู่แล้ว เคยคิดว่าถ้าวันนึงเค้าแต่งเพลงให้เรามันจะดีขนาดไหน แล้ววันนี้มันก็มาถึง ตอนแรกไม่รู้ว่าพี่แอ้มจะเป็นคนแต่งให้แต่พอรู้ก็ดีใจมาก ตอนที่ได้ไกด์มาก็โอ้โหแบบดีมาก ตอนทำงานก็สบายๆ ตอนอัดพี่แอ้มก็คุมเองครับ”เพลงนี้เป็นสีสันใหม่ของแอ๊ค? “ใหม่มาก ผมร้องเพลงลูกกรุงมาโดยตลอดทั้งนั้นจริงๆ เพลงป๊อปไม่ใช่ไม่เคยร้อง ก็ร้องอยู่ แต่เรามาเป็นภาพของลูกกรุง พอมาทำเพลงนี้มันก็เหมือนกับต้องเอามาฝึกใหม่ ฝึกช่องเสียงใหม่ เพราะมันต่างกันค่อนข้างเยอะ เหมือนพอเราไม่ได้ทำอะไรนานๆ พอเอากลับมาใช้อีก ประสิทธิภาพมันอาจจะไม่ได้ดีเหมือนเดิม ก็ต้องมีการฝึกร้องเพลงป๊อปเยอะขึ้นในรถในบ้าน”การถ่ายทอดต่างกันยังไง? “รู้สึกว่ามันต้องเก๊กๆหน่อย ให้มันแบบแอ็กๆนิดนึงอะไร อย่างเพลงลูกกรุงเป็นแบบเรียบร้อยแล้วนิ่งๆ ท่าทางร่างกายต่างๆมันก็จะแปลกไปซึ่งอันนี้ก็แอบเป็นปัญหาของแอ๊คนิดนึงเพราะว่าเพลงลูกกรุงอะเราก็ยืนนิ่งๆเลย ต้องใช้เวลาพอสมควร” แอ๊คบอกว่าเพลงนี้ยากที่สุดของชีวิต กว่าจะผ่านมาได้อะไรทำให้เรารู้สึกว่ามันยาก?“มันยากเพราะช่องเสียงด้วยแหละเพราะว่าเป็นคนที่ใช้ Chest Tone เยอะ ไม่ได้ใช้ Head Tone เท่าไหร่แต่พอเป็นเพลงป๊อปอะครับ มันต้องใช้ Head Tone มันเลยยาก แล้วก็มีเวลาอยู่กับเพลงไม่เยอะมาก เพราะว่าพออัดเสร็จปุ๊บละครก็ออนเลย ต้องใช้งานเลย ทีนี้มันก็เป็นความยากของแอ๊คแหละ เราได้ดูตัวอย่างบ้างแต่มันก็สู้ดูละครจริงๆ ไม่ได้ ก็ต้องจินตนาการตัวละครขึ้นมาแล้วก็ในตอนอัดพี่แอ้มก็ช่วยบอกว่าให้นึกถึงว่าเวลาเราจะไปปลอบใจใครแต่ลึกๆแล้วก็ต้องอยากได้ อยากให้เค้ามาเป็นแฟนเราด้วย อย่าร้องไห้เลย แล้วก็ไปหย่ากับเค้า เลยต้องมี 2 มุมอยู่ในอยู่ในเพลงนี้ เราก็ถ่ายทอดในแบบที่เข้าใจมากขึ้น” ฟีดแบ็กเพลงนี้แฟนๆเราว่าไงบ้าง? “ดีเลย แม่ๆก็โอเคนะเค้าก็มีบอกว่าแปลกแต่ว่าก็โอเคทุกอย่าง บางคนบอกว่าก็นั่งฟังเปิดตั้งแต่เช้ายันนอนเลย ฟีดแบ็กจากแฟนละครก็ดีครับ อย่างมีงานไปร้องที่สยามพารากอน แล้วมีเด็กๆวัยรุ่นกรี๊ดให้เรา ก็เป็นภาพใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอ มีการแท็กสตอรีมาแล้วก็มาฟอลโล IG เยอะขึ้น ปกติแฟนคลับเราไม่เล่น IG เท่าไหร่ เพราะแฟนๆผมเล่น facebook มากกว่า แล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจตัวเองเท่าไหร่เวลาทำอะไรที่ใหม่ๆ ทำได้แต่อาจต้องใช้เวลาในการตกตะกอนมันนิดนึง”เรียกว่าเพลงนี้ทำให้ไปตกแฟนคลับใหม่ๆมาได้? “ได้อยู่ โอเค แต่เราอาจจะคุยกับเค้าไม่ค่อยเป็น ต้องใช้เวลานิดนึง”นอกจากเป็นเพลงสีสันใหม่ แอ๊คเองก็ได้ออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเองด้วย?“ใช่ครับ ก็เหมือนเป็นอีกช่องทางนึงดีกว่าเพราะว่าเราไม่ทิ้งลูกกรุงอยู่แล้ว แล้วก็ยังทำให้แฟนคลับกลุ่มเดิมๆของเราเค้ารู้ว่าเรามีอะไรใหม่ๆให้เค้าดูนะ เพราะว่าต้องบอกว่าแฟนคลับจริงๆของผม เค้าก็เปิดใจยากพอสมควรนะเพราะเค้าชอบลูกกรุง ชอบเพลงเก่าๆ พอเอาเพลงป๊อปเข้ามาเนี่ย บางคนเค้าก็จะแบบไม่ฟังไม่ใช่ แต่พอเป็นเราร้องเค้าก็พร้อมที่จะเปิดใจ ก็เหมือนเป็นอีกช่องทางนึงที่ทำให้มีคนที่รู้จักเราเยอะขึ้น”แล้วกับตัวเราเองมันได้เติมได้อะไรยังไงบ้าง? “ก็เหมือนผมได้ฝึกสกิลใหม่ๆของการร้องเพลง คือโดยปกติผมก็ร้องง่ายๆมันเรียบๆ ทุกวันนี้ก็ต้องไปนั่งฟังเพลง T-POP ว่าอ๋อมันมีลูกแบบนี้ เราก็ร้องได้แต่ทำไมเราไม่เคยเอามาร้อง ฟังนนท์-ธนนท์ ฟังเจฟ ซาเตอร์” เปิดโลกเราจากการได้ทำงานเพลงนี้ด้วย? “ใช่ครับ ก็อาจจะปิดตัวเองมาด้วยแหละ ด้วยเรามีงานตรงนั้นอยู่แล้วเราก็เลยไม่ได้อยากจะเปิดและก็ไม่ได้ปิด แต่โชคดีที่เราได้พี่แอ้มมาแต่งแล้วก็เป็นละครเรื่องนี้ด้วยครับ”ตอนนี้ความมั่นใจมากขึ้น? “ใช่ๆๆ ผมรู้สึกว่าอยากจะร่วมสมัย เอาเพลงเก่ามาทำให้มันใหม่ขึ้น”แต่อีกด้านที่บอกมันก็ชาเลนจ์เราเหมือนกันแฟนเราก็เหนียวแน่นกับลูกกรุง? “ใช่ครับก็อันนี้เป็นเรื่องปกติเลยครับ ของแฟนลูกกรุงของแฟนเพลงเก่าเพราะเค้าก็อยากให้อนุรักษ์แบบเดิมๆ ไว้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะทำนะครับ เราก็ทำอยู่แต่ว่าพอมาเพลงนี้เราแค่ลองเข้าไปในภาพอีกภาพหนึ่ง” ความรู้สึก ณ วันนี้กับการที่เราเป็นนักร้องลูกกรุงรุ่นใหม่ที่ใครๆก็นึกถึง?“มันไม่ใช่จากรายการมาแล้วมันจบเลย มันดีตั้งแต่จบแล้วจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งผมก็ต้องบอกตัวเองว่าผมก็คิดถูกที่คีปความเป็นลูกกรุงของตัวเองตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมก็เคยพูดว่าผมไม่อยากจะเปลี่ยนเพราะว่าเรารู้ว่ากลุ่มแฟนๆของเราค่อนข้างที่จะมั่นคงไม่ต้องดังเปรี้ยงก็ได้แต่เรามีงานตลอด ก็โชคดีที่เราคิดแบบนั้น ไม่เปลี่ยนตั้งแต่แรกจนวันนี้ เพลงใหม่แต่ละเพลงมันอาจจะใช้เวลานาน แต่แฟนเพลงเก่าๆของเราทุกวันนี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิมแล้วก็มีคนใหม่เข้ามา คนเก่าก็ยังอยู่คนใหม่ก็มี หลายคนบอกว่าผมยังเด็ก ทำไมร้องเพลงเก่าๆ ก็เรามีงานแล้วเราก็รักมันด้วย มันไม่ใช่แค่เรื่องตัวเงิน เราร้องแล้วรู้สึกมีความสุข เห็นคนสูงอายุมาฟังเพลงแล้วบางคนร้องไห้หน้าเวที ฟังเพลงแล้วคิดถึงสามี ภรรยาที่จากไปแล้ว ก็รู้สึกเราคิดถูก แล้วตอนนี้ก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม เวลาจัดงานทีนึงไม่รู้อายุคนดูรวมกันได้เยอะกว่าสถานที่ จะโดนแซวอยู่ตลอดว่าแอ๊คต้องจัดงานกลางวัน จัดกลางคืนไม่ได้ แฟนๆเค้าต้องกลับไปกินนมนอน เดี๋ยวกลับบ้านไม่ถูก”แฟนคลับเอ็นดูเป็นลูกเป็นหลาน?“ใช่ครับ เวลาเราทำอะไรแปลกๆก็มีส่งข้อความมาว่าไม่ได้นะ แต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ แล้วผมเป็นคนที่ใส่สูทตลอดเวลา พอเริ่มมาแต่งๆช่วงนี้ เค้าก็อาจจะไม่ชอบ อารมณ์แม่ห่วงลูก กลัวลูกแต่งตัวไม่เรียบร้อย” ที่บอกว่าหลายครั้งเจอคำพูดต่างๆนานา? “ผมไม่ค่อยติดเรื่องตรงนี้เท่าไหร่เพราะว่าผมเลือกทางลูกกรุงเนี่ยมาตั้งแต่อายุ 16-17 เราอยู่ได้เรามั่นคงแล้วมันซัพพอร์ตเราได้จริงๆ แม้บางครั้งแฟนๆเค้าอยากให้เป็นนู่นเป็นนี่เป็นนั่นแต่สุดท้ายมันก็ถือว่าเป็นงานของเรา เราก็ต้องทำใจ ไม่ใช่ว่าเราฝืนเพราะเราได้เงินนะแต่เพลงเราก็รักด้วย”การต้องอยู่ในกรอบเคยเป็นความกดดันสำหรับเรามั้ย? “เมื่อก่อนมีนะ ก็น่าจะเป็นทุกคนแหละ เข้าวงการใหม่ๆไม่ค่อยกล้าพูดไม่ค่อยกล้าที่จะมาชี้แจงในภาพกว้าง เมื่อก่อนผมแรงกว่านี้ หัวร้อน เราจะตอบโต้คนที่เข้ามาว่าเราเลยแต่ตอนนี้เราเงียบลง เราเข้าใจขึ้นแต่เรามีการปรับตัวที่ดีขึ้น เรามีวิธีการเปลี่ยนความคิดเค้าที่ดีขึ้น ค่อยๆพูดกว้างๆ บอกเค้าว่าผมก็แค่เด็กคนนึงนะ มีอะไรก็ค่อยๆสอนก็ได้ อะไร ทุกวันนี้ ไม่พิมพ์เลย ไม่อะไรเลย ไม่ชี้แจงใคร ผมมาเหมือนก้าวกระโดดพอสมควรในเรื่องชีวิตในวงการ ตอนนี้ผมก็เลยแบบนิ่งๆ มีอะไรก็ใจเย็นๆ เหมือนวงการนี้ก็สอนความหัวร้อนให้หายไป ตอนนั้นผมอายุ 22 ปี ตอนนี้ก็ 5 ปีแล้ว” พอเลือกเส้นทางนี้มีฟีดแบ็กอะไรที่ฮีลใจเรามั้ย?“ก็มีเช่นลูกๆของแฟนคลับผมมาบอกว่าขอบคุณมากที่ร้องเพลงให้แม่พี่ฟัง เพราะว่าปกติแม่อยู่บ้านไม่มีอะไรทำแต่พอมาตามแอ๊คก็ฟังเพลงทั้งวันมีความสุขทั้งวัน แล้วก็ได้ออกจากบ้านมาดูเรา มาตามเรา ไม่เหนื่อยเหมือนวัยรุ่น เค้าไม่ต้องวิ่งตามก็เจอเราคุยกับเราได้ มีรุ่นเด็กๆ ก็มีมานั่งเฝ้าพ่อแม่ มีรุ่นใหม่ๆที่ตามตั้งแต่แรกเลยแล้วเหนียวแน่นเลย ก็มีอายุประมาณ 29 เค้าชอบเพลงลูกกรุงมาก เค้าบอกว่าฟังใครก็ไม่เหมือนฟังเราร้อง ส่วนใหญ่ผมจะร้องเพลงยุค 80 เพลงพี่แจ้ พี่ต้อม เรนโบว์ พี่อ๊อด คีรีบูน ซึ่งตอนนี้คนก็กลับมาฟังกันเยอะ เดี๋ยวนี้ดนตรีมันไม่มีอะไรมาปิดกั้น คนรุ่นใหม่เอาเพลงเก่ามาทำดนตรีใหม่”บางครั้งคนฟังเพลงแต่ไม่ทันได้นึกถึงเรา เหมือนเพลงมาก่อนตัวเราอีก เจอแบบนี้เยอะมั้ย? “ก็มีเยอะ ผมเฉยๆนะ คือบางทีผมไปงาน เค้าก็ไม่รู้จักเราด้วยนะ พอร้องเพลงขึ้นมาเค้าก็อ๋อเลย แต่เราก็ไม่ได้โกรธอะไร เราก็รู้สึกดีใจด้วยซ้ำนะที่อย่างน้อยเค้าก็จำเพลงเราได้ อย่างน้อยๆก็ยังอยู่ในความทรงจำถึงจะลึกก็ตาม”พออยู่ในจักรวาลเพลงลูกกรุง เราต้องศึกษาหรือว่าเรามีคลังเพลงเยอะมั้ย? “ผมมีคลังเพลงลูกกรุงเยอะมาก ตั้งแต่เด็กๆคุณแม่ชอบเปิดเพลงลูกกรุงเพลงสากลเก่าๆ อัลบั้มแบบเพลงเก่าๆ เพลง 100 เพลงรักแล้วพอเป็นวัยรุ่นขึ้นมาก็เริ่มร้องไปชอบลูกทุ่งแต่เพลงลูกกรุงมันก็ยังอยู่ในหัว ทำนองเอยอะไรอารมณ์ต่างๆมันอยู่ในหัวเรา ต้องบอกว่าผมโชคดีที่โดนกรอกหูตั้งแต่เด็กแล้วทุกวันนี้ยังฟังอยู่เหมือนเดิม ก็ไม่ได้เลิกฟัง ยังฟังเพลงลูกกรุง เราเอนจอยกับมันได้ เราก็มีความสุขกับทางนี้”มองเส้นทางไปข้างหน้ายังไงบ้าง?“ถ้าทางเพลงอะครับ ผมไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องซิงเกิลเท่าไหร่ เพราะว่าผลงานเก่าๆของคนรุ่นเก่าๆมันดีอยู่แล้ว แต่เรารู้สึกโอเคถ้ามีเป็นผลงานของตัวเอง ผมเลยมองว่าผมอยู่ในวงการนี้ไปได้เรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าผมตกหลุมรักบทเพลงเก่า มีงานสายงานปิด วันเกิดคุณแม่วันเกิดคุณพ่อ เค้ายอมจ่ายเงินจ้างเราไปอะเค้าต้องรักเราอยู่แล้ว เพราะว่ามางานแขก 5 คนอย่างนี้แขก 10 คน ไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งฉันจะต้องโด่งดังที่สุด อยู่แบบนี้โอเค มีโอกาสไปเรื่อยๆ ได้ทำงานใหม่ๆ การแสดงก็มีบ้างครับ ก็ต้องเรียนรู้อีกเพราะว่าต้องไปเรียนการแสดงอีก เราไม่ได้ถนัดเท่าไหร่ ผมชอบการถ่ายทอดทางผ่านเสียง พอไปอยู่หน้ากล้องหน้าเราจะรู้สึกว่ามั่นใจในตอนที่ไมค์มันอยู่กับมือ เวลาเราไปทำงานแสดง มือก็ไม่รู้จะวางตรงไหน ต้องพูดตามบทด้วย ให้คิดเองก็คิดไม่ทันเพราะตื่นเต้นแต่ถ้ามีโอกาสบ้างก็ไปครับ ล่าสุดเล่นทั้งเรื่องเลย การแสดงก็ได้ครอบครัวใหม่ ได้เพื่อนใหม่คือเพื่อนของกลุ่มนักแสดงเค้าก็จะมีอีกไลฟ์สไตล์มันก็คนละแบบ เหมือนได้รู้จักคนอื่นเยอะขึ้นเรื่อยๆ”ชีวิตทั่วไปตอนนี้เป็นไงบ้าง?“ดีครับ ผมก็ไปถ่ายรูป ไปเที่ยว เราไม่ได้ไม่มีเวลาถึงขนาดนั้น เพราะผมเป็นคนที่เลือกตัวเอง อะไรที่มันรู้สึกให้มันหนักใจเลยเอาตัวเองเป็นหลัก เพราะว่าถ้าเราเป็นนักร้อง เป็นนักแสดง การอยู่ตรงหน้าคนอื่นเราต้องมีความสุขถ้าชีวิตลึกๆเราไม่มีความสุขอะมันไม่ดี ผมว่ามันเป็นการทรยศคนดู”ไปไหนคนทักทายเยอะมั้ย? “มีครับ แต่หนึ่งผมเป็นคนไม่ค่อยแต่งตัว ถ้าไม่ได้อยู่ในงานก็จะหัวฟูออกจากบ้าน แต่ผมจะไปในที่ที่ไม่ค่อยเจอคนที่รู้จักเราอยู่แล้ว ไปในป่า มันก็เป็นคนไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน ฉะนั้นเค้าจะไม่ได้สนใจว่าเราเป็นคนดังหรืออะไรอยู่แล้ว”ณ วันนี้ อะไรคือความสุขของการเป็นแอ๊ค–โชคชัย? “มันสุขที่ไม่ว่าเราจะทำอะไร แฟนคลับก็ซัพพอร์ตเราเสมอ มันเกินกว่าที่เค้าจะเลือกให้เราเป็น เค้าไม่ได้มาชี้ว่าต้องซ้ายต้องขวาแล้วหน้าต้องหลัง ตอนนี้พอเราทำอะไรเค้ายินดีที่จะชอบและสนับสนุน ตอนนี้ผมแฮปปี้ที่ทำอะไรเค้าก็ยังอยู่ยังซัพพอร์ตกัน ถึงตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องเงินแล้ว ทีนี้มันอยู่เป็นครอบครัวแล้วเราอยู่กันมานาน ทุกวันนี้เหมือนคอยดูว่าคนนี้ป่วยเปล่า คนนี้ไม่สบายหรือเปล่า ต้องคอยเช็กกับแฟนคลับ บางทีคนนั้นหายไป เราเห็นเค้าป่วย เจ็บขา เราก็ทักไปบอกหายไวๆนะครับ แล้วเค้าก็ดีใจ ผมต้องบอกว่าผมก็ไม่มีครอบครัวตัวคนเดียว อยู่คนเดียว ก็ใช้ชีวิตแบบคนเดียว เพราะคุณพ่อคุณแม่เสียหมดแล้ว ทำงานคนเดียวหาเงินมาก็เลี้ยงตัวเองอย่างเดียวก็เหมือนมีแฟนๆเป็นญาติผู้ใหญ่เหมือนกันนะ”มีอารมณ์เหงามั้ย? “บางเวลา แต่ผมไม่ค่อยขี้เหงา ผมมีกิจกรรมเยอะ มีงานอดิเรกเยอะ ไม่ได้รู้สึกว่าเหงา ไม่รู้สึกว่าขาดอะไรก็แฮปปี้ดี ถ้ามันเหงาจริงๆก็แค่โทร.หาเพื่อนแล้วก็ไปกินข้าวไปนอนบ้านเพื่อนครับ”.เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัยคลิกอ่าน “คนดังนั่งคุย” เพิ่มเติม