เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมแวะไปงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ 84 ปี ของเพื่อนรักเกลอเก่าที่ยังคงเป็นเกลอตลอดกาลของผมคนหนึ่ง คุณ “ประกิต อภิสารธนรักษ์” เจ้าพ่อบริษัทโฆษณาระดับต้นๆของประเทศไทยนั่นแหละครับผมกับคุณประกิตเป็นศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น พ.ศ.2503 มาด้วยกัน ถือเป็น “รุ่นประวัติศาสตร์” เพราะเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปิด “ตลาดวิชา ” โดยสิ้นเชิงจากมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้าง ต้อนรับผู้เรียนจบระดับมัธยมสูงสุด และเทียบเท่าทุกผู้ทุกคนที่ประสงค์จะร่ำเรียนมาตั้งแต่ พ.ศ.2477 ธรรมศาสตร์ได้ยุติบทบาทลง เมื่อ พ.ศ.2503 นั่นเองผู้ประสงค์จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะต้อง “สอบเข้า” แบบมหาวิทยาลัยอื่นๆทั่วไป และสำหรับรุ่นแรกของคณะเศรษฐศาสตร์ก็เปิดรับไว้เพียง 200 คนเท่านั้น เราจึงรู้จักกันหมดทั้งรุ่นเราทราบดีตั้งแต่ยุคนั้นแล้วว่าเพื่อนประกิตไม่มีโอกาสเรียนหนังสือมากนักตอนเด็กๆ เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ ทันทีที่จบประถมปีที่ 4 แต่เขาก็มุนานะสอบเทียบวุฒิ ม.3 ม.6 และในที่สุดก็ ม.8 ซึ่งเป็นวุฒิสูงสุดของระดับมัธยมในยุคโน้นได้ในที่สุดระหว่างเรียนเศรษฐศาสตร์ประกิตทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ใช้วิธีทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยและจะแวะมาฟังเลกเชอร์เท่าที่มีโอกาส พร้อมกับขอยืมสมุดจดเลกเชอร์ของเพื่อนไปอ่านเทียบกับที่อาจารย์พิมพ์โรเนียวขายในที่สุดก็จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ โดยใช้เวลา 4 ปีเท่ากับ พวกเราที่ไปนั่งเรียนเต็มวันเกือบทุกวันเมื่อจบปริญญาตรีแล้ว...ชีวิตของประกิตก็เปลี่ยนไปทันที จากงานเดิมที่ฟังดูว่าเป็นเสมียน หรืออะไรสักอย่าง ประกิตก็เข้าไปเป็นพนักงานด้านโฆษณาของบริษัท ดีทแฮล์ม เต็มตัวประกิตทำงานด้วยความรักความชอบอย่างทุ่มเท อย่างซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพ จนประสบความสำเร็จอย่างสูง กลายเป็นผู้เจนจบในวิชาการโฆษณาเพื่อการธุรกิจทั้งๆที่ไม่เคยเรียนมาก่อนต่อมาเมื่อเห็นสมควรที่จะเติบโตได้ด้วยตนเอง เขาก็ออกมาตั้งประกิตโฆษณา ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทโฆษณาไทยๆที่ประสบความสำเร็จ เป็น 1 ใน 5 บริษัทโฆษณาระดับต้นๆของประเทศจากบริษัทโฆษณา ประกิตทดลองทำอะไรอีกหลายอย่าง ค่ายเพลงก็เคยทำมาแล้ว ห้องอัดเสียงก็ทำมาแล้ว รวมทั้งไปทำรีสอร์ตเล็กๆชื่อ หาดทรายแก้ว รีสอร์ต ที่บ้านกรูด ประจวบคีรีขันธ์ และรีสอร์ตใหญ่ขึ้นมาพอสมควร อย่าง “บ้านสวนเฟื่องฟ้า” ที่แม่ริมเชียงใหม่ ฯลฯล่าสุดเขาตัดสินใจสร้าง “โรงพยาบาลรวมใจรักษ์” ขึ้นอีกแห่งที่ ซอยสุขุมวิท 62 ไม่ไกลจากบริษัทโฆษณาของเขาเท่าไรนักเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 144 เตียง ที่ทันสมัยมาก ลงทุนไปกว่า 2,000 ล้านบาท มีบริษัทดังๆอย่างสหยูเนี่ยนมาร่วมทุนด้วยเขาบอกพวกเราว่า เขาจะพอหรือหยุดเพียงเท่านี้แหละ เพราะอายุ 84 ปีแล้ว สิ่งที่ยังอยากทำขณะนี้ก็คือ การทำเพื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันมีพระคุณยิ่งของพวกเราเท่านั้นโดยเฉพาะการทำหน้าที่ในฐานะประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้แก่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติทุกๆคืนวันที่ 9 ธันวาคม คืนสุกดิบก่อนวันธรรมศาสตร์ 1 วัน ประกิตจะรับหน้าที่ในการจัดกิจกรรมออกอากาศทางโทรทัศน์ เพื่อหารายได้ให้แก่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และทำมาน่าจะเกินกว่า 20 ปีแล้ว ถ้าผมจำไม่ผิดแม้ในงานวันเกิด 84 ปีของเขา ประกิตก็บริจาคให้โรงพยาบาลธรรมศาสตร์นำร่องไปแล้ว 840,000 บาทดีแล้วชอบแล้วเพื่อนรัก “รวยแล้วต้องแบ่งปัน” นี่คือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ที่เราอยากเห็นเศรษฐีไทยทุกคนทำอย่างนี้เราไม่เชื่อว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์หรือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เท่าที่มีอยู่ขณะนี้ จะแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ของประชาชนในชาติได้ ไม่เว้นแม้แต่ชาติเก่งๆแน่ๆอย่างสหรัฐฯก็ตามทฤษฎีแก้ความเหลื่อมล้ำมีอยู่ทฤษฎีเดียวเท่านั้นคือ ต้อง “แบ่งปัน” ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้...ดั่งที่เพื่อนกำลังทำขณะนี้แฮปปี้ 84 เบิร์ธเดย์อีกครั้ง แด่นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าพ่อ “โฆษณา” คนหนึ่งของประเทศไทย.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ "เหะหะพาที" เพิ่มเติม