ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ผช.ผอ.ฝ่ายวิชาการ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวถึงวัคซีนโควิด-19 ในผู้สูงอายุว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกพบว่ายังเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งมีความรุนแรงลดลง แต่แพร่เชื้อดีกว่าเดิมและทุกครั้งที่มีการกลายพันธุ์ จะเริ่มเสียไปในการต่อต้านการติดเชื้อ เมื่อการแพร่เชื้อดีขึ้นจะใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใสคือ ในที่สุดทุกคนจะเคยติดเชื้อโควิด-19 แต่จะติดแบบมีสไตล์ ไม่ใช่ติดแล้วตาย คือ ต้องมีภูมิคุ้มกัน ดังนั้น การรับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะมีความสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล สำหรับการป้องกันในอนาคต ควรเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรที่ไม่เคยรับวัคซีน, คนที่เคยติดเชื้อมาแล้วแต่ไม่เคยรับวัคซีน, เด็กแรกเกิด, ฉีดเข็มกระตุ้นแก่ประชากรที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนคนทั่วไปที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ สามารถเข้ารับวัคซีนประจำปีได้เช่นกันตามความสมัครใจด้าน นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวถึงภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปออกฤทธิ์ยาว (LAAB) ว่า กลุ่มผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยโรคไตระยะท้าย ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยได้รับยากดภูมิ ผู้ป่วยเอชไอวี อีกกลุ่มคือ กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 โรค หรือกลุ่ม 607 สำหรับแนวทางการป้องกัน 2 กลุ่มนี้คือ การรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปออกฤทธิ์ยาว เสริมกับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยข้อดีของการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปออกฤทธิ์ยาว คือ จะออกฤทธิ์ใน 6 ชั่วโมง ไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันมีการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปออกฤทธิ์ยาวมากกว่า 200,000 โดส คาดว่าต้นปี 2567 ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปออกฤทธิ์ยาวรุ่น 2 จะมีการนำมาใช้ ซึ่งปกป้องได้ดีและอยู่ได้ยาวนานขึ้น.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่