หากไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจก็กลายเป็นหนี้มหาศาล นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน (กมธ.) วุฒิสภา สะท้อนข้อมูลอีกด้านที่บรรดา สว. และ กมธ.กังวลต่อนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลมันเป็นการใช้เงินกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ไม่ได้แก้ปัญหาประชาชนอย่างยั่งยืน สร้างภาระหนี้สาธารณะในอนาคตแก่ลูกหลาน สอดคล้องกับ 99 นักวิชาการ และคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ ดับเครื่องคัดค้าน ยกหลายเหตุผล อาทิ งบประมาณของรัฐมีจำกัด ย่อมมีค่าเสียโอกาสเสมอ เงิน 5.6 แสนล้านบาท ทำให้รัฐเสียโอกาสลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือ “ดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์”ขณะที่ภาคเอกชนมองมุมบวก เห็นเป็นโอกาสก้าวกระโดดของประเทศไทย หากรัฐบาลเศรษฐาเน้นลงทุน “ดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์” และให้ดิจิทัลวอลเล็ต เป็นเพียงโหนดหนึ่งใน “ดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์”โดยใช้งบประมาณลงทุนเพิ่มอีกไม่มาก ก็ทำให้เกิดดิสรัปชันในระบบการเงินที่มีอยู่ในโลกอย่างสิ้นเชิง ขณะนี้ทั่วโลกต่างตั้งเป้าขับเคลื่อนโดย “ดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์”การก้าวกระโดดครั้งใหญ่นี้ทำผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต “Internet of Asset” ส่งผ่านข้อมูลโดยไม่ผ่านตัวกลาง ปลอดภัย รวดเร็ว ประหยัด ไม่ใช่ Internet of Information เปรียบเหมือนอินเตอร์เน็ตเวอร์ชัน 1 ที่ทั่วโลกใช้กันอยู่วันนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยังย้ำขับเคลื่อนเต็มที่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยสังคมแตกเป็นเสี่ยงมีทั้งฝ่ายหนุน และฝ่ายที่ต้านโดย นายเสรี บอกให้เห็นว่า วุฒิสภาพูดด้วยเหตุด้วยผล ผมประเดิมอภิปรายตั้งแต่วันแรกที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยชี้ให้เห็นว่าแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ส่วนใหญ่ใครๆก็อยากได้ฟรีเงินก้อนนี้ในยุคปัจจุบันเอาไปจับจ่ายใช้สอยปกติ แม้กระทั่งคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ค่าครองชีพต่อเดือนก็เหยียบหมื่นบาท 1 เดือนผ่านไป เงินหมด ปัญหาเดิมๆ ถาโถมเข้ามา สุดท้ายทุกข์เหมือนเดิมหัวใจกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ควรมาจากสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ แต่รัฐบาลกลับแจกเงินดิจิทัล โดยไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจสำเร็จ หรือล้มเหลวไม่เป็นท่า นายเศรษฐา ทวีสิน“เข้าใจพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ เพื่อไม่ให้เป็นการหลอกลวงประชาชน ทำไมไม่แจกเป็นเงินสดให้เฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่เดือดร้อนจริง ถึงแก้ปัญหาได้ถูกจุดขอถามว่าหากเงินจำนวนมหาศาลก้อนนี้ ถ้าเป็นเงินของนายกฯ นายกฯคิดว่าควรแจกหรือไม่สิ่งสำคัญต้องสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เงินจำนวนมหาศาลที่ทุ่มลงไปถึงมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีกว่าแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 5.6 แสนล้านบาท มันเหมือนรัฐบาลตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จนบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ทักท้วง ป.ป.ช.ยังขยับเตือนให้ระมัดระวัง”ทีมการเมือง ถามว่า ทำไม กมธ.พัฒนาการเมือง ในนามคณะอนุ กมธ.ด้านวิชาการ และเสริมสร้างความรู้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถึงเคาะจัดสัมมนาหัวข้อ “ปักหมุดประชานิยมอย่างไร ให้การเมืองไทยพัฒนา” ในวันที่ 25 ต.ค.66 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ สว.ที่เป็นหนึ่งใน กมธ. บอกว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองโหมนโยบายประชานิยมอย่างรุนแรงหาเสียง เพื่อช่วงชิงคะแนน โดยไม่ยึดอุดมการณ์เรากลัวว่าถ้าดำเนินการไปเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สส. หรือไม่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต แจงรายละเอียดเพียงเอาเงินมาจากงบประมาณ เสนอไปแบบหวังน้ำบ่อหน้าเสี่ยงเกิดวิกฤติทางการเมือง เป็นภัยต่อประเทศในอนาคตกมธ.ตีโจทย์นี้ปล่อยไปไม่ได้ ต้องรีบจัดสัมมนา หวังส่งสัญญาณไปถึงพรรคการเมือง สิ่งที่คิดต้องสามารถปฏิบัติได้ และต้องการทำให้ พ.ร.บ.การเลือก สส.เข้มแข็งขึ้นโดยพยายามให้ กกต. รีเซ็ตปัญหาที่เห็นว่ากฎหมายยังไม่สามารถควบคุมในภาคปฏิบัติได้ พอควบคุมไม่ได้ กกต.ก็ทำตัวเงียบๆนิ่งๆ เพราะถ้าไปทำผิดพลาด ผิดทางตัวเองอาจโดนด้วย คาดผลสัมมนาทำให้กติกาที่ กกต.ใช้เป็นเครื่องมือควบคุมพรรค การเมืองทำประชานิยมที่มันเลยเถิดไปเป็นไปทิศทางเดียวกับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ บอกว่า ประชานิยมมีทุกยุคสมัยในทุกประเทศ หาเสียงแข่งกันจนกระทั่งขาดหลักเกณฑ์ของการใช้เงินในงบประมาณแผ่นดินขาดประสิทธิภาพโดยเฉพาะประชานิยมดิจิทัลวอลเล็ต 5.6 แสนล้านบาท ถามรัฐบาลเอางบประมาณมาจากไหน ก็ตอบแบบกำปั้นทุบดิน เอามาจากงบประมาณเจตนาจริงต้องการให้รัฐบาล ยืนยันช่องทางที่ได้มาใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน จากที่พรรคเพื่อไทยไปหาเสียง มันมาจากช่องทางไหน ระวังเกิดปัญหาขึ้นมามันจะเข้าตัวคล้ายโครงการรับจำนำข้าว รอดูผลสุดท้ายจะเป็นอย่างนั้นฉะนั้นต้องจัดสัมมนาเรื่องประชานิยมทั้งหลายทั้งปวงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ต่อไปต้องกำหนดมาตรการให้มันสูงขึ้นไปอีกว่า ประชานิยมควรอยู่ในระดับไหนไม่ใช่เป็นประชานิยมสุดโต่งแบบแจกเลย“รับว่าจะให้ จริงๆ แจกเงินซื้อเสียงใช่ไหม เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ตอนนี้องค์กรที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้วินิจฉัยกมธ.ไม่ได้ต่อต้าน หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ที่ผลักดันนโยบายให้ถึงมือประชาชน แต่รัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ต้องการแลนด์สไลด์ แจกเงินสดจะถูกต่อว่าในช่วงนั้น จึงแจกเงินดิจิทัล มีคำถามตอบมาอีกว่ากลายเป็นเงินสกุลใหม่หรือไม่ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เข้าข่ายขัดต่อกฎหมาย ในที่สุดกลายเป็นชนวนทำให้การเมืองไม่สงบเรียบร้อย”ผมเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยมองเห็นปัญหา แต่หาเสียงไปแล้ว จำเป็นพยายามดันไปเรื่อย เปรียบเหมือนทำใจดีสู้เสือ เมื่อขี่หลังเสือ ลงจากหลังเสือกลัวโดนกัดขอย้ำถึงแนวโน้มผลลัพธ์ที่ออกมา มีโอกาสเกิดความเสียหายสูงมากกว่าผลดี และยังมีอีกหลายคำถามที่ไร้คำตอบ เช่น เงินดิจิทัลต้องมีบริษัทเข้ามาจัดการ หากมีฝ่ายการเมืองเกี่ยวข้องด้วยก็เกิดคำถามตามอีก ทำไมห่วงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าว นายเสรี บอกว่า คดีจำนำข้าวมีผู้ที่รับผิดชอบถูกพิพากษาติดคุกติดตะรางไปแล้ว นายกฯ ในช่วงนั้นถูกดำเนินคดีฐานปล่อยปละละเลยเมื่อสังคมทักท้วง และรัฐบาลดำเนินการต่อจนเกิดผลสำเร็จก็ไม่มีอะไร แต่ยามใดบ้านเมืองเสียหาย เศรษฐกิจเสียหาย งบประมาณแผ่นดินถูกใช้ไป ไม่ได้ประโยชน์กลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยกลายเป็นซ้ำรอยโครงการจำนำข้าวบรรดา สว.ถูกตั้งคำถามเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเดิม เริ่มเตะตัดขารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายเสรี บอกว่าต้องยอมรับว่า คสช.เลือก สว.มาแต่ผ่านการเลือก สส.มา 2 ครั้งแล้ว พิสูจน์ให้เห็นว่า สว.เลือกนายเศรษฐา เป็นนายกฯ ถ้าต้องการเตะตัดขา หรือไม่ชอบ สว.ส่วนใหญ่คงไม่โหวตเลือกนายเศรษฐาชี้ชัด สว.เห็นถึงปัญหาของบ้านเมืองต้องการเสนอแนะแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลให้บริหารประเทศชาติต่อไป ฉะนั้นแนวคิดที่มอง สว.มาจาก คสช. หรือไม่ ได้มีส่วนร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ ก็ไม่ใช่ในจังหวะต่อไปฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่สำคัญเสนอแนะรัฐบาลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม