ครอบครัวเหยื่อกอดกันร่ำไห้ พบมีแรงงานไทยเซ่นไฟสงครามแล้ว 18 ศพ บาดเจ็บและถูกจับเป็นตัวประกันอีกเพียบ ยอดลงทะเบียนขอกลับประเทศพุ่งกระฉูดกว่า 3.8 พันคน รัฐบาลเผยแผนอพยพเร่งด่วน ทอ.ส่งเครื่อง A340 บินไปรับ 140 คนกลับภายใน 18 ต.ค.นี้ กต.เร่งประสานทุกฝ่ายหาช่องทางเจรจาช่วยเหลือตัวประกัน เชื่อคนไทยไม่อยู่ในเป้าหมายสังหาร ด้าน “กลุ่มฮามาส” ประกาศกร้าว ขู่ฆ่าตัวประกัน 1 ชีวิต ตอบโต้ทุกการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ใส่ผู้บริสุทธิ์ในเขตฉนวนกาซา ทางการอิสราเอล ปรับตัวเลขตายเพิ่มของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นเกือบ 1,600 ศพคนไทยทั่วประเทศร่วมส่งความห่วงใยให้แก่บรรดาแรงงานไทยที่ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายจากเหตุการณ์ความไม่สงบของสงครามการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังฮามาสในปาเลสไตน์ ที่แทรกซึมเข้ามาโจมตีอิสราเอลแบบไม่ทันตั้งตัวในเขตกาซา ทำให้มีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ ที่มีการระบุอย่างเป็นทางการเบื้องต้นคือ 18 ศพ ทั้งยังมีแรงงานไทยที่บาดเจ็บและถูกจับเป็นตัวประกันอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่สถานการณ์สู้รบของทั้งสองฝ่ายครั้งนี้ ถือเป็นความรุนแรงสุดในรอบหลายปี จนถึงวันที่ 10 ต.ค. อิสราเอลยังตอบโต้กลับด้วยการโจมตีทางอากาศทำลายเป้าหมายในเขตกาซาผวจ.โคราชเยี่ยมแม่ “พงษธร”ความเคลื่อนไหวของครอบครัวแรงงานไทยทั้งของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บที่เฝ้ารอข่าวคราวด้วยใจจดจ่อนั้น เมื่อวันที่ 10 ต.ค. นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครราชสีมา นำคณะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางไปบ้านเลขที่ 90 หมู่ 5 บ้านหนองยาง ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ นำสิ่งของและเงินช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินไปมอบเป็นขวัญและกำลังใจแก่ นางสุรางคณา ขุนศรี อายุ 57 ปี มารดานายพงษธร ขุนศรี อายุ 25 ปี หนึ่งในแรงงานไทยที่ไปทำงานภาคเกษตรทางตอนใต้ของอิสราเอล ขณะนี้ญาติยังไม่สามารถติดต่อแรงงานไทยรายนี้ได้ นายสยามแจ้งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสาน ติดต่อข้อมูลต่างๆ เพื่อแจ้งให้ครอบครัวนายพงษธร ทราบเป็นระยะเผยนาทีกราดยิง-จับตัวประกันนายบุญลือ ด่านกระโทก ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองยาง ม.2 ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า พื้นที่ตำบลหนองยางมีผู้เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลทั้งสิ้น 37 ราย ติดต่อได้แล้วและอยู่ในที่ปลอดภัย 36 ราย ลูกชายตนเป็นเพื่อนสนิทนายพงษธรไปทำงานที่อิสราเอลพร้อมกัน ลูกชายตนติดต่อได้ เล่าให้ฟังว่าขณะเกิดเหตุวันแรก มีตำรวจอิสราเอล 2 นาย คอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กลุ่มแรงงานนายพงษธร แต่มีคนร้ายเข้ามากราดยิงตำรวจทั้ง 2 นายรวมทั้ง นายพงษธร กลุ่มแรงงานพากันวิ่งหนีเอาตัวรอด นายพงษธรไปหลบอยู่ในรถยนต์ หลังจากนั้นมีชาย 2 คน แต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่ โพกผ้าแดงที่หัวเข้ามานำตัวนายพงษธรไป คาดว่าน่าจะจับไปเป็นตัวประกันยังคลุมเครือเสียชีวิตหรือไม่ด้านนายอาจศึก ชนะหาญ รักษาราชการจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า มีชาวโคราชที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอลมีข้อมูลรายชื่อทั้งหมด 2,163 คน ส่วนใหญ่ไปทำงานภาคเกษตร ในจำนวนแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 คน มีชื่อนายพงษธร ไม่ทราบนามสกุล อยู่ในนั้นด้วยและตรวจสอบพบว่ามีชื่อคล้ายกัน 1 ราย คือ นายพงษธร ขุนศรี อายุ 25 ปี ชาว อ.เฉลิมพระเกียรติ แต่เมื่อเทียบชื่อนายพงษธรตามที่กระทรวงแรงงานแจ้ง จะมีตัวการันต์อยู่ด้วย จึงไม่แน่ใจว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ญาติยังมีความหวังอยู่ว่าอาจไม่ใช่คนเดียวกัน ส่วนแรงงานชาวโคราชคนอื่นที่ไปทำงานในอิสราเอล ขณะนี้ยังไม่มีญาติมาติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา คาดว่าน่าจะยังติดต่อกันได้อยู่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดจะติดตามข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยครอบครัว แรงงานสอบถามได้ที่เบอร์ 0-4435-5266 รอดตายเพราะหลบในไร่พริกขณะที่แรงงานไทยรายหนึ่งชาว จ.บุรีรัมย์ ชื่อนายประมูล โคษาสด อายุ 37 ปี ชาวบ้านหนองไทร ต.หนองขมาร อ.คูเมือง ที่ครอบครัวทางเมืองไทยเฝ้ารอการติดต่อกลับมาอย่างใจจดใจจ่อนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบ จนค่ำวันที่ 9 ต.ค. นายประมูลโทรศัพท์มาถึง น.ส.กิติยา ดาศรี ภรรยา เผยนาทีหนีตายเล่าว่า เพื่อนแรงงานไทยอีก 13 คนที่พักในแคมป์เดียวกันคิดว่าไม่มีใครรอด หลังมีกองกำลังทหารมาเคาะประตูแคมป์คนงานอย่างรุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน แต่กลุ่มคนงานไม่เปิดประตูให้ กองกำลังดังกล่าวจึงเปิดฉากยิงและเผาแคมป์ทันที ทุกคนจึงหาวิธีเอาตัวรอดโดยอาศัยควันไฟพรางตัวกระโดดออกหน้าต่างหนีไปคนละทิศละทาง แต่ละคนไม่รู้ไปทางไหนกันบ้าง ส่วนตนวิ่งหนีตายไปซ่อนตัวในป่าพริกละแวกนั้นนาน 10 ชม. ท่ามกลางเสียงปืนดังเป็นระยะ ก่อนมีทหารอิสราเอลมาช่วยเหลือไปพักในที่ปลอดภัย ขณะนี้อยากกลับเมืองไทยมากเพราะรู้สึกชีวิตไม่ปลอดภัยแล้วแรงงานไทยโดนสังหารหมู่ 6 ศพวันเดียวกัน ทีมผู้สื่อข่าวไทยรัฐ จ.อุดรธานี เดินทางไปพบกับครอบครัวกลุ่มแรงงานไทยชาวอุดรธานี ที่ถูกสังหารหมู่รวม 6 ศพ จุดแรกไปที่บ้านเลขที่ 155 ม.4 ต.หนองไผ่ อ.หนองหาน พบนางเพ็ญ อินทนู อายุ 48 ปี น.ส.ณัฐชา พร้อมประเสริฐ หรือเบล อายุ 29 ปี แม่และภรรยาของนายไกรสร อรัญถิตย์ หรือเหล่ย อายุ 29 ปี เป็น 1 ใน 6 ศพ ที่เสียชีวิตในห้องพักของฟาร์มวัว ที่เขตกาซา มีญาติพี่น้องที่ทราบข่าวพากันมาให้กำลังใจ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยช่วงเช้ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.หนองหาน มาขอข้อมูลและให้กำลังใจครอบครัวแม่ร่ำไห้ลูกมาตายก่อนบวชน.ส.ณัฐชาเล่าว่า สามีไปทำงานในฟาร์มเลี้ยงไก่ที่อิสราเอล 5 ปีแล้ว ได้เงินเดือนประมาณ 5-6 หมื่นบาท มีลูกด้วยกัน 2 คน เป็นหญิงทั้งคู่ อายุ 9 ขวบ กับ 7 ขวบ ทราบข่าวสามีเสียชีวิตจากญาติ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสามีบอกว่าเดือน พ.ย.จะกลับบ้านแล้วเพราะหมดสัญญา แต่มาเสียชีวิตก่อน ขณะที่นางเพ็ญ อินทนู แม่นายไกรสรเล่าทั้งน้ำตาว่า ทราบข่าวลูกเสียชีวิตจากเพื่อนลูก ลูกถูกยิงเสียชีวิตขณะหลบอยู่ในห้องหลบภัย กลุ่มคนร้ายบุกเข้ามายิงตายพร้อมเพื่อนรวม 6 ศพ ตนมีลูก 2 คน นายไกรสรเป็นลูกคนโตเป็นเสาหลักให้ครอบครัว เรียนจบ ปวส.สาขาช่างยนต์ แล้วไปทำงานต่างประเทศครั้งแรก เพื่อต้องการยกฐานะทางบ้านให้ลืมตาอ้าปากได้ จนทำให้มีบ้านมีที่ดิน ลูกชายคุยกับตนว่าหลังกลับจากอิสราเอลเดือน พ.ย. จะมาบวชทดแทนคุณ จึงเตรียมทำเหรียญโปรยทานไว้ แต่ไม่มีวาสนาได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกแล้วเพราะลูกชายมาจากไป ตอนนี้ยังทำใจรับไม่ได้ หนีพ้นพื้นที่แต่อาจไม่ปลอดภัยระหว่างผู้สื่อข่าวพูดคุยกับครอบครัวของนายไกรสร น.ส.ณัฐชาวิดีโอคอลสอบถามเหตุการณ์จากนายอนุชา บุญญะสาร เพื่อนนายไกรสรที่เป็นชาว จ.นครราชสีมา ทำงานที่ฟาร์มเดียวกันและเป็นผู้โพสต์ภาพอาลัยเพื่อน 6 คนที่เสียชีวิตจากเหตุสู้รบครั้งนี้ว่า คงไม่ได้กินข้าวร่วมกันอีกแล้ว ในเฟซบุ๊กของนายอนุชา ที่ใช้ชื่อ Anucha Nu ผู้สื่อข่าวจึงมีโอกาสพูดคุยกับนายอนุชาด้วย เจ้าตัวเล่าว่าได้รับการยืนยันจากนายจ้างว่าหลังจากทหารอิสราเอลเข้าเคลียร์พื้นที่ฟาร์มวัวฟาร์มไก่ พบคนที่เสียชีวิตในห้องพักของฟาร์มเป็นแรงงานชาวไทย เป็นชาว อุดรธานี 5 ราย สกลนคร 1 ราย รู้จักคนตายทั้งหมดเพราะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ฟาร์มเดียวกัน แต่พักอยู่คนละตึก ตอนเกิดเหตุหลบอยู่ในห้อง ได้ยินแต่เสียงปืน ตอนนี้อพยพออกมาจากพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่การันตีว่าจะปลอดภัยเพราะกลุ่มฮามาสอาจยังแฝงตัวอยู่หัวหน้าคนงานชาวอิสราเอลก็ตายนายอนุชาเล่าอีกว่าเมื่อวันที่ 9 ต.ค. หัวหน้างานที่ฟาร์มวัวชาวอิสราเอลก็ถูกยิงตายอีกศพขณะออกไปให้อาหารวัวส่วนศพเพื่อนทั้ง 6 คน ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนเท่าที่ทราบยังไม่ได้เคลื่อนออกมา เพียงแค่ยืนยันว่าตาย ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร พูดไม่ออก มาทำงานที่อิสราเอลประมาณ 2 ปี ไม่เคยเจอความรุนแรงขนาดนี้ ปกติมีแต่การยิงผ่านน่านฟ้าเข้ามา แต่ครั้งนี้มีกำลังภาคพื้นดินเข้ามาด้วย ทำให้ไม่ทันตั้งตัว ตอนนี้อยากกลับบ้านที่ไทยมาก ได้ประสานไปยังสถานทูตแล้ว คาดว่าจะได้บินกลับภายในสัปดาห์นี้ผัววิดีโอคอลกับเมียก่อนตายผู้สื่อข่าวยังเดินทางไปพบนางสุดา เทพแก้ว อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 151 หมู่ 5 ต.หนองไผ่ อ.หนองหาน ภรรยานายธีระพงษ์ กลางสุวรรณ อายุ 38 ปี 1 ใน 6 ศพ คนงานฟาร์มวัวที่เสียชีวิตพร้อมนายไกรสร นางสุดาเล่าว่าวันเกิดเหตุ วิดีโอคอลคุยกับสามีตามปกติ ช่วงนี้จะคุยกันบ่อยมากเพราะสามีกำหนดกลับไทย วันที่ 15 ต.ค. โดยเก็บเสื้อผ้าจัดกระเป๋าแล้ว ขณะที่คุยกันได้ยินเสียงระเบิดเสียงปืนดังเป็นระยะๆและใกล้เข้ามา แล้วขาดการติดต่อกับสามี เมื่อทักไปอีกสามีตอบว่าสัญญาณถูกตัดและเงียบเสียงไป เมื่อทักไปก็ไม่มีการตอบกลับทั้งคืน เฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง กระทั่งเพื่อนที่ทำงานกับสามีแจ้งมาว่า สามีถูกยิงเสียชีวิตแล้วรู้สึกตกใจและเสียใจมาก ขณะที่นางวรรณีมารดานายธีรพงษ์กล่าวว่าเรื่องศพอยากให้รัฐบาลนำกลับไทย ไม่ต้องการกระดูกเพราะกลัวเป็นกระดูกของคนอื่นไม่ใช่ของลูกผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากนางสุดาและนางวัฒนา เทพแก้ว อายุ 60 ปี เมียกับแม่นายธีระพงษ์ได้ดูคลิปเหตุการณ์ที่สามีถูกกราดยิงถึงกับเป็นลมล้มพับไปทันที ญาติยังไม่เชื่อลูกหลานตายจากนั้นผู้สื่อข่าวไปที่บ้านเลขที่ 93 ม.5 บ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี ของนายจักรพงษ์ จันทรเสนา หรือหม่อน อายุ 28 ปี ที่เดินทางไปทำงานเกษตรที่คีบุส คิซูฟิม อยู่ติดกับฉนวนกาซา ทางภาคใต้ของอิสราเอล มีญาติพี่น้องและชาวบ้านที่ทราบข่าว รวมทั้งนายทินกร ดอนธงขวา ปลัดอาวุโส อ.กุมภวาปี เดินทางมาให้กำลังใจครอบครัว รวมทั้งญาติแรงงานไทยในอิสราเอลที่คาดว่าจะเสียชีวิตมาสอบถามข้อมูลข่าวสาร นายทินกรชี้แจงขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล พร้อมให้กำลังใจญาติที่ยังเชื่อว่าลูกหลานยังมีชีวิตอยู่เพราะยังไม่มีการยืนยันอัตลักษณ์คนเสียชีวิตทางภาพถ่ายทั้ง 6 คน รวมทั้งยังไม่มีการยืนยันชื่อผู้เสียชีวิต หลายคนรู้สึกกังวล เสียใจ ร้องไห้ กินไม่ได้นอนไม่หลับพี่ยังไม่เชื่อน้องตายในกลุ่ม 6 ศพนายสนธยา จันทรเสนา หรือโบ้ อายุ 32 ปี พี่ชายนายหม่อน เผยว่า น้องชายและนายอนุชา โสภากุล หรือแจ๊ค ที่มีผู้โพสต์ภาพว่าเสียชีวิตพร้อมน้องชายรวม 6 ศพ เป็นเพื่อนกัน ไปทำงานอิสราเอลได้ 8 เดือน จนทราบข่าวร้ายจากญาติที่ไปทำงานด้วยกันว่า น้องชายถูกยิงเสียชีวิตเมื่อบ่ายวันที่ 9 ต.ค. โทร.สอบถามเพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็ติดต่อไม่ได้ จนเห็นภาพและข้อความในเฟซบุ๊กว่าน้องตายก็ยังไม่เชื่อ เพราะยังไม่เห็นภาพศพ จึงมีความหวังว่าน้องยังรอดชีวิต อยากให้น้องกลับมาหาพ่อหาแม่ ไม่เอาแล้วเงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าน้องชายเสียชีวิตอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำร่างน้องชายกลับมา และขอให้รัฐบาลเยียวยา เนื่องจากน้องชายไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตนเคยไปทำงานที่อิสราเอล แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้ ขณะที่ น.ส.มิว ภรรยานายหม่อนกล่าวทั้งน้ำตาว่า ยังไม่เชื่อว่าสามีถูกยิงตายจากเหตุการณ์สู้รบครั้งนี้ ถ้ายังมีชีวิตอยู่อยากให้ติดต่อกลับมาญาติทุกคนรอฟังข่าวอย่างมีความหวังปู่ย่าเฝ้ารอข่าวหลานชายต่อมาผู้สื่อข่าวไปที่บ้านนายอนุชา โสภากุล อายุ 28 ปี อยู่ตำบลเดียวกับนายจักรพงษ์ พบนายจันทร์ นางสนิท โสภากุล ปู่และย่านายอนุชา ทั้งสองเปิดเผยว่า หลานไปทำงานที่อิสราเอล 4 ปีแล้ว ที่ผ่านมาหลานส่งเงินมาให้ตนและพ่อแม่ใช้จ่าย ต่อมามีญาติมาบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับหลานชาย เชื่อว่าหลานชายเสียชีวิตแล้วเพราะติดต่อไม่ได้ 3 วันแล้ว ทำให้นอนไม่หลับเพราะเป็นห่วง ขณะที่พ่อของนายอนุชาเคยไปทำงานที่อิสราเอลหลังทราบข่าวลูกได้เข้าไปในจังหวัดติดตามข่าวเรื่องหลานว่าเสียชีวิตจริงหรือไม่พ่อช็อกลูกชาย 2 คนถูกยิงตายนอกจากนี้ ยังมีแรงงานไทยชาว จ.ขอนแก่นที่ไปทำงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่อิสราเอลและถูกกราดยิงแบบเรียงตัวเสียชีวิตในแคมป์ที่พักคนงาน คือนายอภิชาติ กุสะรัมย์ อายุ 29 ปี และนายพงษ์เทพ กุสะรัมย์ อายุ 26 ปี สองพี่น้องบุตรชายนายรำเพย กุสะรัมย์ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34/1 ม.6 บ้านโคกสูง ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง ที่ร่ำไห้หนักหลังรู้ข่าวร้ายของลูกที่จากไปพร้อมกันถึง 2 คนว่า ได้รับแจ้งจากหลานที่ทำงานที่อิสราเอลว่าลูกชาย 2 คนเสียชีวิต โดยหลานประสานงานกับคนไทยในอิสราเอลที่สื่อสารภาษาท้องถิ่นได้และได้รับการยืนยันจากนายจ้างของลูกชายว่า คนงานที่พักในแคมป์ 20 กว่าคนไม่มีใครรอด เพราะผู้ก่อการร้ายเข้าไปในแคมป์ที่พักกราดยิงตายทั้งหมด ยอมรับว่าใจสลาย ทำใจไม่ได้ แต่ต้องทำใจให้เข้มแข็ง และพร้อมรับความจริงให้ได้ ทั้งนี้ นายพงษ์เทพไปทำงานที่อิสราเอลก่อน มีรายได้ดีได้เงินเดือนเดือนละ 80,000 บาท จึงชวนนายอภิชาติ พี่ชายที่ทำงานบริษัทรถยนต์ไปทำงานที่อิสราเอลด้วยและยังมีคนในหมู่บ้านไปทำงานที่อิสราเอลอีก 8 คน คนขอนแก่นทำงานอิสราเอลกว่าพันคนอีกคนคือนางหมวย นาจันทร์ อายุ 57 ปี อยู่ ม.6 บ้านโคกสูง ม.6 ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง ที่สูญเสียลูกชาย คือนายพิชิต หรือสด นาจันทร์ อายุ 27 ปี ขาดการติดต่อตั้งแต่เกิดเหตุรุนแรงและเป็นญาติกับบ้านนายรำเพยที่ลูกชายตาย 2 ศพ หลังจากนางหมวยเดินทางไปพบแรงงานจังหวัดขอนแก่น ติดตามข่าวลูกชายว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ต่อมาได้รับแจ้งจากแรงงานจังหวัดว่านายพิชิตเสียชีวิตแล้ว ขณะที่นายประจักร์ ไชยกิจ นอภ.หนองสองห้อง เผยว่า มีแรงงานไทยชาว อ.หนองสองห้อง ที่ลงทะเบียนทำงานในอิสราเอลจำนวน 188 ราย ตรวจสอบได้แล้ว 132 คน อยู่ในพื้นที่สู้รบ 33 คน อีก 90 คนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบ สำหรับจ.ขอนแก่น มีแรงงานเดินทางไปทำงานที่อิสราเอล 1,165 คน มากที่สุดคือ อ.หนองสองห้อง 188 คน รองลงมา อ.แวงน้อย 118 คน อ.เขาสวนกวาง 68 ราย กว่า 500 คน ทำงานภาคเกษตรตอนใต้ของประเทศอิสราเอล จุดที่กลุ่มฮามาสโจมตีพ่อแม่เหยื่อตัวประกันเฝ้ารอข่าวลูกขณะที่ครอบครัวเหยื่อสงครามในอิสราเอลที่เป็นชาว จ.สุรินทร์ 3 ราย มี 1.นายสนธยา กองสุข บ้านเลขที่ 18/1 หมู่ 6 ต.หนองเมธี อ.ท่าตูม ไปทำงานรับจ้างเก็บมะเขือเทศได้ 3 ปี ถูกสะเก็ดระเบิด 2.นายจิรายุ สุกใส บ้านเลขที่ 11 หมู่ 22 ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม ไปทำงานฟาร์มไก่ได้ 4 เดือน ถูกกระสุนปืนที่ทะลุตู้คอนเทนเนอร์เข้าหลัง รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ในอิสราเอล อาการปลอดภัยแล้วทั้ง 2 ราย และติดต่อกับครอบครัวว่าจะเดินทางกลับไทย รายที่ 3 ยังไม่ทราบชะตากรรม คาดว่าถูกจับเป็นตัวประกันคือ นายคมกริช ชมบัว อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 54 บ.อำปึล ม.3 ต.โชกเหนือ อ.ลำดวน ผู้สื่อข่าวจึงไปที่บ้านนายคมกริช พบนายสุนันท์และนางพรทิพย์ ชมบัว อายุ 54 ปี พ่อแม่ กับ น.ส.อภัสสร จันทร์ทองแท้ พี่สาว เฝ้ารอคอยฟังข่าว มีญาติและผู้นำชุมชนแวะมาคอยดูแลให้กำลังใจพ่อแม่เหยื่อตัวประกันฮามาสตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ชาว จ.สุรินทร์ ไปทำงานที่อิสราเอลทั้งหมด 418 คนเป็นชาว อ.ท่าตูม 98 คนแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับเห็นภาพทารุณที่ จ.นครพนม หลังมีภาพเหตุการณ์แรงงานไทยในอิสราเอล ถูกกลุ่มคนร้ายติดอาวุธหนักบุกจับแรงงานไทยในอิสราเอล เผยแพร่ในโซเชียล ทำให้มีญาติออกมายืนยันว่าแรงงานไทย 1 คนในภาพที่ถูกจับมัดมือไพล่หลัง สวมรองเท้าสีเหลือง ถอดเสื้อนุ่งกางเกงขาสั้นถูกคุมตัวนอนกับพื้น มีกองกำลังติดอาวุธหนักใช้ปืนจ่อ ทำให้ขาดการติดต่อกับญาติ เป็นชาวบ้านนาซอ ต.นาหัวบ่อ อ.โพนสวรรค์ ชื่อนายพัฒนายุทธ ต้อนโสกี อายุ 40 ปี ทำงานที่ฟาร์มเกษตร ได้ 2 ปีกว่า ล่าสุดญาติยังไม่รู้ชะตากรรมและติดต่อไม่ได้ นางสา ต้อนโสกี อายุ 58 ปี แม่นายพัฒนายุทธ เผยว่าลูกขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 7ต.ค.พบเพียงภาพยืนยันว่าเป็นลูกชาย ทำให้กังวลถึงความปลอดภัยของลูกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำได้เพียงจุดธูปบอกกล่าวดวงวิญญาณสามี ให้คุ้มครองลูก ทั้งนี้จากข้อมูลแรงงานจังหวัดนครพนมระบุว่ามีญาติแรงงานไทยที่สูญหายขาดการติดต่อและติดอยู่ในพื้นที่สงครามประมาณ 33 คน โดยมีแรงงานไทยชาวนครพนมไปทำงานอิสราเอลกว่า 2,100 คน11 แรงงานไทยวอนช่วยกลับบ้านอีกด้านหนึ่งมีกลุ่มแรงงานไทยในอิสราเอล รวม 11 คน วิดีโอคอลมายังผู้สื่อข่าวให้เห็นถึงชีวิต ความเป็นอยู่ เป็นแรงงานไทย ชาวนครพนม 2 คน ทราบชื่อ 1 คน คือนายเจริญผล แก้ววิชัย ชาวบ้านดอนแดง ต.คำเตย อ.เมืองนครพนม กับเพื่อนอีก 1 คน ชาว อ.เรณูนคร ระหว่างการพูดคุยผ่านวิดีโอคอล บอกว่าสัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยดี อาศัยรวมกันอยู่ในบ้านพักนายจ้าง แต่ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงแข็งแรง อีกทั้งเป็นพื้นที่สีแดง ที่อยู่ติดชายแดนฉนวนกาซา คือพื้นที่เมืองโมซาฟ ภาคกลางตอนล่างของอิสราเอล ยังคงผวานอนหลบภัยท่ามกลางความระทึกฟังเสียงยิงปืนและเสียงระเบิดตลอดเวลา ห่างจากที่พักไม่ถึง 10 กิโลเมตร เกรงว่าจะเจอยิงระเบิดมาถล่มต้อง การขอความช่วยเหลือจากภาครัฐหาทางออกจากพื้นที่สีแดง ไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยมีทีมนายจ้างส่งอาหาร และได้ประสานทางการทหารอิสราเอล ยืนยันว่ายังไม่สามารถเคลื่อนย้ายอพยพออกจากพื้นที่ได้ เพราะเสี่ยงอันตราย จึงวอนภาครัฐผ่านผู้สื่อข่าวหาทางช่วยเหลืออยากกลับบ้านประเทศไทยหนุ่มสกลนครเหยื่อสงครามอีกศพเหยื่อสงครามที่ถูกยิงเสียชีวิตอีกรายคือ นายศตวรรษ เพียเอีย หรือโจ้ อายุ 27 ปี ชาวบ้านปลวก ต.คำสะอาด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบมารดานายศตวรรษ ชื่อนางคำมน เพียเอีย อายุ 54 ปี ลูกชายยังไม่มีเมียไปทำงานเก็บอะโวคาโดที่อิสราเอลได้ 1 ปี 10 เดือนแล้ว ได้เงินเดือนละ 5 หมื่น ส่งมาให้แม่เดือนละประมาณ 30,000 - 40,000 บาท ปกติติดต่อกันวันละประมาณ 3-4 ครั้งวันเกิดเหตุ 7 ต.ค.ยังโทร.คุยกับลูก ลูกยังถามว่าได้ยินเสียงระเบิดดังหรือไม่ เพราะมีเหตุการณ์ปะทะกันเป็นประจำได้ตอบลูกไปว่าได้ยินจากนั้นก็วางสายไป จนมีเพื่อนที่ทำงานลูกโทรศัพท์มาบอกว่าลูกถูกคนร้ายบุกเข้ามายิงถึงห้องพักพร้อมเพื่อนอีก 5 คนเสียชีวิต แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ จึงหวังว่าลูกยังมีชีวิตอยู่แต่ถ้าเสียชีวิตแล้วอยากให้รัฐบาลนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่ไทยถูกยิงเจ็บไม่มีรถส่งสนามบินกลับไทยที่ จ.พะเยา ผู้สื่อข่าวพูดคุยทางวิดีโอคอล กับนายรัชกร หรือโจ้ พุทธสอน อายุ 40 ปี แรงงาน ไทยที่ถูกยิงในสงครามจนบาดเจ็บที่เข่าซ้ายและหลบอยู่ในแคมป์คนงานที่ปลอดภัยแต่ยังบาดเจ็บอยู่ เจ้าตัวเผยว่าได้รับการประสานจากสถานทูตไทยในอิสราเอลว่าจะได้เดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 11 ต.ค. แต่ต้องหาแท็กซี่มาที่สนามบินอิสราเอลเอง เพราะว่าสถานทูตไม่มีรถมารับ สอบถามสถานทูตว่าจะหารถแท็กซี่ไปอย่างไรเนื่องจากสถานการณ์ยังมีการสู้รบอยู่ แต่สถานทูตยืนยันว่าถ้าอยากกลับต้องหาแท็กซี่มาเอง สำหรับการดำรงชีวิตยังมีอาหารและน้ำคงเหลือที่จะประทังชีวิตในแคมป์คนงาน แต่บาดแผลที่ถูกยิงทะลุหัวเข่ายังบวม เนื่องจากใช้ยาแดงใส่แล้วก็รับประทานยาแก้ปวดเท่านั้น ไม่มียาแก้อักเสบให้กิน จึงทำให้แผลบวม และอาจเกิดติดเชื้อ อยากวิงวอนให้รัฐบาลหรือสถานทูต จัดหารถมารับตนกับพวกอีก 3 คน ที่บาดเจ็บในแคมป์คนงาน นำไปที่สนามบิน เพื่อจะกลับไปยังประเทศไทยด้วย แรงงานไทยกลับบ้านชุดแรก 12 ต.ค.ที่กระทรวงการต่างประเทศ เวลา 15.00 น. นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการเตรียมการอพยพคนไทยในอิสราเอล ขณะนี้ผู้ลงทะเบียนประสงค์ขอกลับไทย รวม 3,862 คน และไม่เดินทางกลับ 52 คน ทางการอิสราเอลเคลื่อนย้ายคนออกจากพื้นที่ไม่ปลอดภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงแรงงานคนไทยที่ให้ไปทำงานกับนายจ้างใหม่ เพื่อมีรายได้ระหว่างอยู่ในอิสราเอล นอกจากผู้อพยพกลุ่มแรกที่จะเดินทางกลับถึงไทยวันที่ 12 ต.ค. ที่ประชุมหารือถึงการเตรียมส่งเครื่องบินจากกองทัพอากาศ แอร์บัส A340 กำหนดเดินทางถึงกรุงเทลอาวีฟ วันอาทิตย์ที่ 15 ต.ค. รับได้ 140 คน และกำลังดำเนินการแผนการบิน ขออนุญาตบินข้ามน่านฟ้าจากประเทศต่างๆ นอกจากนี้มีเที่ยวบินพาณิชย์ เดินทางวันที่ 18 ต.ค. อีก 80 คน ส่วนคนไทยที่อพยพ จะเน้นจากผู้ที่อยู่ในเขตอันตรายออกมาก่อน ค่าใช้จ่ายรัฐบาลจ่ายให้ทั้งหมด กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานในจังหวัดต่างๆ มีหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน 1694 ให้ญาติประสานในการติดตามด้วยแล้ว ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศเชิญเอกอัครราชทูต ประเทศต่างๆ และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ อาทิ องค์การสหประชาชาติมาหารือแนวทางช่วยเหลือตาย 18 ศพ บาดเจ็บ 9 ตัวประกัน 11ก่อนหน้านี้ตอนสายวันเดียวกัน นางกาญจนา แถลงว่าได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 18 คน ตัวเลขดังกล่าวได้รับแจ้งจากนายจ้าง ยังไม่ยืนยันจากทางการอิสราเอล ผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 ราย ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 ราย กองทัพอิสราเอลได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้อพยพพลเรือน พร้อมทั้งแรงงานไทยหลายร้อยคน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยสูงสุด จากบริเวณไม่เกิน 4 กม. รอบฉนวนกาซาได้แล้ว และพยายามใช้เทคโนโลยีติดตามผู้ที่สูญหายที่ญาติติดต่อไม่ได้ โดยร่วมมือกับองค์กรเอกชน ตำรวจอิสราเอลใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าไปสำรวจหา สถานทูตฯอยู่ระหว่างร่วมมือกับฝ่ายตำรวจส่งรายชื่อแรงงานไทยแจ้งไป“ทูตพรรณภา” ยันเร่งช่วยเต็มที่ด้าน น.ส.พรรณภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตฯพยายามทำทุกวิถีทาง ระดมสรรพกำลังข้าราชการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งหมด ติดตามและติดต่อกับแรงงานไทยทุกคน แต่ตอนนี้อิสราเอลอยู่ในภาวะสงคราม มีการแบ่งโซนพื้นที่ ทำให้การช่วยเหลือทั้งคนอิสราเอลและต่างชาติ ต้องเรียงลำดับช่วยทีละโซน จากโซนอันตรายที่สุดก่อน ทำให้ต้องใช้เวลา อยากขอให้ทุกคนเข้าใจข้อจำกัดนี้ ขณะเดียวกัน เราตระหนักดีถึงความเดือดร้อน และคำร้องขอความช่วยเหลือจากคนไทย เราได้ประสานงานกับทางการอิสราเอลเป็นระยะๆ เพื่อให้ส่งกองกำลังเข้าไปช่วยคนไทยออกมา และขอให้คำมั่นว่าจะช่วยคนไทยที่ไปทำงานในอิสราเอลอย่างถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย ให้ได้มากที่สุดรับไม่รู้ชะตากรรม 11 ตัวประกันน.ส.พรรณภากล่าวอีกว่า คนไทยกลุ่มแรก 15 คน จะเดินทางกลับไทยนั้น จะขึ้นเครื่องออกจากอิสราเอลในวันที่ 11 ต.ค. สถานเอกอัครราชทูตฯจะตั้งจุดบริการที่สนามบิน เพื่อออกเอกสารเดินทางชั่วคราว (ซีไอ) ให้กับคนไทยที่ไม่มีเอกสารสำหรับใช้ในการเดินทางติดตัวมาด้วย ขอยืนยันว่าจะทำให้คนไทยทั้ง 15 คนเดินทางออกไปได้ ยกเว้นจะเกิดเหตุสุดวิสัย อาทิ สนามบินปิด ขอย้ำว่า การเดินทางในเวลานี้ทำได้ไม่ง่ายนักในบางพื้นที่ที่ใกล้กับฉนวนกาซานั้น เราไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเลย ถามว่า สถานเอกอัครราชทูตฯทราบพิกัดที่ตัวประกันชาวไทยที่ถูกจับไปหรือไม่ น.ส.พรรณนภาตอบว่า พยายามสอบถามกับทางการอิสราเอลแล้ว แต่เขาบอกว่ายังไม่ทราบ ทำให้เรายังไม่มีข้อมูล ทั้งนี้ทางการอิสราเอลอาจจะทราบแต่ไม่ได้บอกเรา อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องปฏิบัติการของเขาในการช่วยเหลือตัวประกันแจงไร้แรงงานถูกบังคับทำงานต่อผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวที่ว่ามีแรงงานไทยบางส่วนยังถูกบังคับให้ทำงาน หรือนำไปขายแรงงานต่อให้นายจ้างอื่น น.ส.พรรณนภาตอบว่า เรื่องนี้เป็นกรณีนายจ้างนำแรงงานออกมาจากพื้นที่ที่เสี่ยงภัยแล้วไปฝากไว้กับโมชาฟ หรือคิบบุตซ์ (นิคมเกษตรกรรม) หรือนายจ้างในพื้นที่ปลอดภัย ทางการอิสราเอลถือว่าเป็นการย้ายงานหรือการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เพื่อให้แรงงานเหล่านั้นได้ทำงาน และมีรายได้สำหรับการดำรงชีพในอิสราเอลต่อไป แต่เราเข้าใจว่า แรงงานไทยที่อพยพออกมาต้องการพัก หลังจากที่เพิ่งเสี่ยงภัยมา เราได้ติดต่อกับทางการอิสราเอลแล้วว่าขอให้แรงงานไทยมีช่วงพักเบรกก่อน“ปานปรีย์” หวังฮามาสปล่อยคนไทยที่ทำเนียบรัฐบาล นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการกรณีแรงงานในอิสราเอลขอความช่วยเหลือมายังรัฐบาลไทย แต่บางส่วนยังไม่ได้รับการช่วยเหลือว่า ตั้งใจพาทุกคนกลับมาให้ได้ ถ้ารู้สึกว่าอยู่อิสราเอลแล้วไม่สบายใจ รัฐบาลพร้อมให้กลับทันที ใครที่บาดเจ็บจะรีบนำกลับมารักษาที่ไทย ตนมีโอกาสคุยกับ รมว.ต่างประเทศของอิสราเอล บอกได้ว่า รัฐบาลอิสราเอลห่วงใย แสดงความเสียใจมายังชาวไทย กรณีที่ถูกจับตัวไปเราขอให้อิสราเอลใช้ความพยายามสูงสุดที่จะให้ปล่อยตัวคนไทยเร็วที่สุด เงื่อนไขของกลุ่มฮามาสไม่น่ากระทบต่อการปล่อยตัวคนไทย เพราะเราไม่ได้ขัดแย้งกับทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีเหตุผลอะไรที่มาทำร้ายคนไทย แต่ตอนชุลมุนคงไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นใครถึงจับไปหมด เชื่อว่าเขาน่าจะปล่อยตัวมาทั้งหมด ยืนยันรัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ยิ่งกว่าเต็มที่ แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนนายกฯเผยทุกฝ่ายต่อสายช่วยทุกอย่างเวลา 16.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่นบรูไนดารุสซาลาม เร็วกว่าไทย 1 ชม.) ที่โรงแรม Empire Brunei นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเยือนบรูไนดารุสซาลามว่า ยืนยันว่ารัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายการทูต ที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลกับหลายๆรัฐบาลต่อสายตรงพูดคุยกันถึงการช่วยเหลือตัวประกันคนไทย แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงขอไม่เปิดเผยรายละเอียด ขอให้มั่นใจว่า พยายามทำทุกอย่างแล้ว และยังพยายามอย่างสูงสุด พร้อมคำนึงถึงอิสรภาพความปลอดภัยของผู้ที่ถูกจับกุมตัวเป็นสำคัญ กำชับทางการทูต และในทุกช่องทางทุกวิถีทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวประกัน ผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต หรือแรงงานไทย ย้ำแรงงานไทยเที่ยวแรกถึง 12 ต.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล ว่า วันที่ 11 ต.ค.ผู้บาดเจ็บทั้ง 15 คนจะเดินทางออกจากอิสราเอล แบ่งเป็นสองเที่ยวบิน คือเที่ยวบินแรกเวลา 10.35 น. จำนวน 10 คน เที่ยวบินที่สองเวลา 12.35 น. อีก 5 คน ถึงไทยวันที่ 12 ต.ค. และต้องรอรัฐบาลอิสราเอลตอบกลับว่า จะพร้อมรับเครื่องบินของทหารอากาศไทยเพื่อเดินทางเข้าไปรับแรงงานไทยได้เมื่อไหร่ นายกฯสั่งการไว้แล้วว่าหากพร้อม ให้เตรียมเครื่องบิน ประกอบด้วย C130 จำนวน 6 ลำ แอร์บัส A340 อีก 1 ลำ ในการไปรับ แต่หากมีภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ จะต้องหารือกับนายกฯอีกครั้ง ว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ หากจะเช่าเครื่องบินพาณิชย์เหมาลำจากอิสราเอล หรือเครื่องบินพาณิชย์สายอื่นๆ เพื่อความรวดเร็วในการพาแรงงานไทยกลับสู่ประเทศลั่นพร้อมส่งกลับไปทำงานแต่ดูงบ“เราพร้อมที่จะรับกลับ และพร้อมที่จะส่งกลับไปทำงานในสถานที่เดิมให้ได้มากที่สุด จะมีนายจ้างที่รับคนงานอื่นไปแล้ว แต่เราจะหาที่ใหม่ให้อีกครั้งและพยายามส่งกลับไปอีกครั้ง ในส่วนค่าใช้จ่ายอย่างไรก็ต้องมี โดยกระทรวงแรงงานจะเป็นผู้รับผิดชอบในเบื้องต้นไปก่อน งบอพยพรัฐบาลจัดการให้อยู่แล้ว แต่การส่งกลับเป็นปัญหาที่กระทรวงแรงงานจะต้องดูแล โดยยังอยู่ในระหว่างการหารือ”เตรียมช่วยญาติแรงงานไทยตาย–สูญหายนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทรยง อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เปิดเผยถึงกรณีความสูญเสียของแรงงาน 12 คนไทยที่ประเทศอิสราเอลว่า สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์ระหว่างประเทศ เตรียมให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าแรงงานไทยจะเสียชีวิต สาบสูญ หาตัวไม่พบ หากผู้ตายมีทรัพย์สินที่ทายาทต้องร้องจัดการมรดก ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาพร้อมใบมรณบัตร เอกสารจากประเทศอิสราเอล โดยทายาทติดต่ออัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนได้ทุกจังหวัดหรือที่สายด่วน 1157 หรืออัยการคุ้มครองสิทธิ์ประชาชนระหว่างประเทศเบอร์โทร.09-2142-1532ฮามาสขู่ฆ่าตัวประกันครั้งละ 1 คนวันเดียวกัน ชะตากรรมของตัวประกันที่ถูกกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสจับไปเริ่มไม่สู้ดี หลังนายอาบู โอเบอีดา โฆษกกองพัน “อัล คาสซาม” หน่วยรบหัวกะทิของกลุ่มฮามาส ออกแถลงการณ์ว่า เป็นเรื่องเศร้าใจที่ต้องประกาศว่า การโจมตีอย่างไร้คำเตือนของกองทัพอิสราเอลต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในฉนวนกาซา จะถูกตอบโต้ด้วยการสังหารตัวประกันทิ้งคราวละ 1 คน เราจะเผยแพร่ภาพการสังหารให้รับรู้โดยทั่วกัน พวกเรามีความเสียใจที่ต้องตัดสินใจเช่นนี้ แต่มองว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือบรรดาแกนนำไซออนนิสต์ขบวนการชาตินิยมชาวยิวสังหารเพื่อกดดันอิสราเอลหยุดโจมตีขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศพากันให้มุมมองในเรื่องตัวประกันอีกว่า มีความกังวลเพิ่มขึ้นทุกขณะว่า ทันทีที่กองทัพอิสราเอลเริ่มส่งหน่วยรบบุกเข้าไปในฉนวนกาซา ฮามาสจะตอบโต้ด้วยการสังหารตัวประกัน เบื้องต้นเชื่อว่าถูกจับตัวไปกว่า 130 คน อาจเป็นการสังหารทิ้งทุกๆ 1 ชั่วโมง หรือทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อกดดันให้อิสราเอลถอนกำลังหรือหยุดการโจมตี อย่างไรก็ตาม นายยาอาคอบ อามิดรอร์ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายก รัฐมนตรีอิสราเอล มองว่า ถึงอิสราเอลยังไม่ทราบว่าตัวประกันถูกจับไปไว้ไหน แต่ไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้กองทัพอิสราเอลยุติการโจมตีฉนวนกาซา พร้อมย้ำว่าจะเป็นการโจมตีจนกว่ากลุ่มฮามาสจะถูกทำลาย ส่วนนายเบซาเลล สโมตริช รมว.คลังอิสราเอล กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ต้องถล่มฮามาสให้หนัก อย่าเพิ่งสนใจเรื่องตัวประกันในสงครามจำเป็นต้องมีความโหดเหี้ยมเหยื่อสงครามเพิ่มเกือบ 1,600 ศพด้านทางการอิสราเอลยังปรับตัวเลขผู้เสียชีวิตฝ่ายอิสราเอลเพิ่มเป็น 900 ศพ หลังพบเหยื่อถูกสังหารกว่า 260 คนในงานเทศกาลดนตรีเมืองเรอิม ทางภาคใต้ ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขปาเลสไตน์ปรับยอดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาเพิ่มเป็น 690 ศพ ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตรวมในเหตุการณ์รุนแรงรอบใหม่ครั้งนี้ เพิ่มเป็นเกือบ 1,600 ศพ โดยมีทิศทางชัดเจนว่า ยอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังกองทัพอิสราเอลประกาศใช้มาตรการปิดล้อมตัดน้ำตัดไฟตัดอาหารฉนวนกาซาและเตรียมพร้อมหน่วยรบ 35 กองพันไว้สำหรับปฏิบัติการโจมตีทางภาคพื้นดินอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่