นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยผลิตมันเทศได้ในสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตรายอื่น เพราะการปลูกมันเทศของไทยส่วนใหญ่ปลูกเป็นพืชรองเสริมพืชหลัก ทั้งที่ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแป้ง และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล มันเทศ 1 ตันสามารถผลิตเอทานอลได้ 160-170 ลิตร ที่สำคัญมันเทศเป็นพืชอายุสั้นให้ผลตอบแทนเร็ว ในบางช่วงถ้าราคาสูงอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าพืชหลัก แต่พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมีหลากหลายสายพันธุ์ แม้คุณภาพการบริโภครสชาติดีตรงกับความต้องการของผู้บริโภค แต่ให้ผลผลิตต่ำ “เพื่อให้ได้พันธุ์มันเทศสำหรับบริโภคสดพันธุ์ใหม่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร จึงได้ทำการปรับปรุงพันธุ์มันเทศ มาตั้งแต่ปี 2554 จนได้พันธุ์ใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เมื่อ 8 สิงหาคม 2566 ให้ชื่อพันธุ์มันเทศพันธุ์ใหม่ว่า กวก. พิจิตร 3”อธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้ข้อมูลมันเทศพันธุ์ กวก.พิจิตร 3 เกิดจากการผสมข้ามมันเทศพันธุ์ดีจากแปลงรวบรวมพันธุ์ และคัดเลือกมันเทศเพื่อการบริโภคสดที่ให้ผลผลิตสูง หัวมีคุณภาพดีตรงกับความต้องการของตลาด ปรับตัวได้ดีกับสภาพพื้นที่ สำหรับแนะนำส่งเสริมและกระจายพันธุ์มันเทศพันธุ์ดีให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้า โดยเริ่มดำเนินการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ในปี 2554 และเสนอพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำในปี 2566 มันเทศพันธุ์ กวก. พิจิตร 3 มีลักษณะเด่น ให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 3,282 กิโลกรัม มากกว่าพันธุ์ท้องถิ่น (มันกระต่าย) ร้อยละ 22.6 ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 2,676 กิโลกรัม มีปริมาณขนาดหัวตรงตามที่ตลาดต้องการ“การปลูกช่วงที่เหมาะที่สุด จะเป็นช่วงปลายฤดูฝน ก.ย.-พ.ย. จะให้ผลผลิตและคุณภาพการบริโภคทั้งลักษณะเนื้อ และรสชาติดีกว่าฤดูปลูกอื่น และด้วยมันเทศพันธุ์ กวก. พิจิตร 3 มีลักษณะหัวยาว ลงหัวลึก ดังนั้นการเตรียมแปลงปลูกควรยกร่องสูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร” นายระพีภัทร์ เผยอีกว่า ปัจจุบันมีแปลงแม่พันธุ์พร้อมที่จะขยายยอดพันธุ์ต่อได้ตลอด ในปี 2566 สามารถผลิตยอดพันธุ์ 30,000 ยอด ปลูกได้จำนวน 6 ไร่ เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอรับพันธุ์ได้ด้วยตนเองที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร โดยมีกำหนดรับพันธุ์สัปดาห์ละ 1 รอบ (วันพฤหัสบดี) ติดต่อลงรายชื่อเพื่อขอรับพันธุ์ได้ที่ น.ส.สุพัตรา ผาคำ โทร. 08-9073-3882 ในวันและเวลาราชการ.คลิกอ่าน "ข่าวเกษตร" เพิ่มเติม