วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยเรื่อง “การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท” ผ่าน “ระบบบล็อกเชน” เข้าสู่ “กระเป๋าเงินดิจิทัล” หรือ Digital Wallet ใบใหม่ ของประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป 56 ล้านคน ด้วยเงินสดก้อนมหาศาล 560,000 ล้านบาท ของ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน กันนะครับ ในที่ประชุม ครม.นัดแรก นายกฯเศรษฐา ได้มอบหมายให้ คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยคลัง ไปศึกษารายละเอียด การกำหนดเงื่อนไข และแนวทางการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และกลับมาเสนอต่อ ครม.โดยเร็วที่สุด ซึ่ง คุณชัย วัชรงค์ โฆษกสำนักนายกฯแถลงว่า อาจจะเป็นการประชุม ครม.รอบหน้า หลังจากที่ นายกฯเศรษฐา กลับจากการประชุมยูเอ็นแล้ว ก็น่าจะเป็นวันอังคารหน้าก็เป็นไปได้คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยคลัง เปิดเผยว่า นายกฯได้มอบหมายให้ไปหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นยืนยันว่าจะไม่ให้เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ มีหลายช่องทางให้เลือก ขณะนี้จะพิจารณาใช้งบประมาณเป็นหลักก่อนในด้านของผู้เชี่ยวชาญเงินดิจิทัล บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอร์รี่ (Cryptomind Advisory) ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล ได้มีบทความลงในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกันยายน “วิเคราะห์นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ทำได้จริงไหม?” โดยมีประเด็นเรื่องการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการแจกเงิน ครั้งนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนเงื่อนไขการใช้เงินยังไม่นิ่ง ต้องรอการศึกษาจากรัฐบาลก่อนแต่เงื่อนไขที่แน่นอนแล้วคือ คนทั่วไปที่รับเงินดิจิทัล 10,000 บาทไม่สามารถนำไปแลกเป็นเงินสดได้ ส่วน “คนรับเงิน” จะต้องมี “แอปฯรับเงิน” คล้าย “แอปฯถุงเงิน” และ “อยู่ในระบบภาษี” สามารถแลกเป็นเงินสดได้ทุกเมื่อ แต่โมเดลนี้อาจเปลี่ยนได้ในอนาคต โครงการนี้จะช่วยขยายฐานภาษีได้อย่างมาก ถ้าหากมีร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการทีนี้ไปดู การใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า ทำให้มีความโปร่งใส มีความปลอดภัย โกงยาก สามารถเขียนโปรแกรมลงบนเงินดิจิทัลได้ ทาง “คริปโตมายด์” มองว่า บล็อกเชนที่จะนำมาใช้นั้นอาจจะไม่ตอบโจทย์ในหลายเรื่อง ด้วยเหตุผลดังนี้เหตุผลที่ 1 จำนวนธุรกรรมที่ไม่สามารถรองรับได้เพียงพอด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่ง นายโดม เจริญยศ ผู้ก่อตั้ง Tokenine เคยให้ข้อมูลว่า บล็อกเชนในปัจจุบันรองรับธุรกรรมได้อย่างมากเพียง 1,000 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น ในขณะที่ พร้อมเพย์สามารถรองรับได้ 5,000 ธุรกรรมต่อวินาที และ แอปฯเป๋าตังสามารถรองรับได้ 8,000 ธุรกรรมต่อวินาที ช่วงที่มีการใช้งานสูงระบบธนาคารในปัจจุบันก็ยังมีปัญหา การใช้บล็อกเชนที่รับธุรกรรมได้น้อยกว่าหลายเท่า จึงมีปัญหาคอขวดแน่นอนเหตุผลที่ 2 บล็อกเชนของรัฐเป็นประเภทที่มีผู้บันทึกและตรวจสอบธุรกรรมจำนวนน้อย เพราะอำนาจในการบันทึกธุรกรรมของประชาชนทั้งประเทศ ถูกดูแลโดยรัฐเท่านั้น ดังนั้น การกระจายตัวของแบ็กอัปที่อยู่ตาม Node ต่างๆ จึงมีไม่มากพอที่จะเรียกว่า กระจายศูนย์ (Decentralization) เท่ากับ Bitcoin ที่มีหลายหมื่น Node ทั่วโลกเหตุผลที่ 3 ความโปร่งใสและความเป็นส่วนตัว หากบล็อกเชนของพรรคเพื่อไทยเป็น Public Blockchain ที่ทุกคนสามารถเห็นทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชนได้ นั่นก็แปลว่า แม้เลขบัญชีจะไม่ได้ระบุชื่อเจ้าของ แต่ก็สามารถสังเกตพฤติกรรมจนรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของ และ สามารถรู้ได้ว่าใครมีเงินอยู่ในบัญชีเท่าไหร่ ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง เมื่อเวลากี่โมง ทำให้ความเป็นส่วนตัวของทุกคนหมดไป แต่ถ้าเป็น Private Blockchain ที่รัฐเป็นผู้รู้การเคลื่อนไหวทุกธุรกรรมแต่เพียงผู้เดียว ก็จะเป็นระบบที่ไม่ต่างไปจากระบบ Database ทั่วไป ทั้งยังสามารถแก้ไขธุรกิจย้อนหลังได้ จึงไม่มีความโปร่งใสอย่างที่ต้องการก็เป็นข้อมูลที่ฝากไปถึงรัฐบาลครับ กูรูยังงง ทำไมต้องใช้ระบบ Blockchain แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ทั้งที่ไม่คล่องตัว ใช้งานยาก และไม่ตอบโจทย์ที่แท้จริง.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" เพิ่มเติม