เปลี่ยนแปลงนอกระบบที่ทหารจะเข้ามา...ไม่มี!!พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทวนคำถามที่ทีมการเมือง ถามถึงช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลชุดใหม่ เป็นห่วงการเปลี่ยนแปลงนอกระบบประชาธิปไตยที่ทหารจะเข้ามาอย่างไรพร้อมขยายภาพให้เห็นสถานการณ์การเมืองที่เดินหน้ามาราบรื่น ตามระบบและขั้นตอน ขอย้ำเรื่องเหล่านี้ไม่น่ามี ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรง มีปัญหา หน่วยงานความมั่นคงก็เข้าไปดูแลตามหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอยู่ท่ามกลางสภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์โลกเชื่อมโยงไปยังมิติต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยประเทศมหาอำนาจที่มีศักยภาพสูงในทุกมิติ มีบทบาทต่อภูมิภาคต่างๆทั่วโลกที่สำคัญไม่ใช่มิติความมั่นคงอย่างเดียว เชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านมนุษยธรรม การเผยแพร่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย บนสภาพที่ประเทศมหาอำนาจต้องรักษาความมั่นคงของตัวเองในด้านพลังอำนาจ และสภาวะเศรษฐกิจ หรือผลประโยชน์ของชาติปัจจุบันสภาวะปัญหา และเงื่อนไขในภูมิภาคต่างๆ มีประเทศมหาอำนาจเข้ามามีส่วนร่วม อาจมีความแตกต่าง ขัดแย้ง อีกมุมหนึ่งมีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจฉะนั้น ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคย่อมได้รับผลกระทบ ได้ร้บความช่วยเหลือ ย่อมได้รับความกดดันที่ต้องแสดงจุดยืน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ตรงจุดนี้สมช.ที่รับผิดชอบต้องติดตามเรื่องเหล่านี้ คู่ขนานกับนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทำงานร่วมกัน และใกล้ชิดกันตลอดอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจขยายสู่อาเซียน ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์อย่างไร พล.อ.สุพจน์ บอกว่า ประเทศไทยมีความเชื่อมโยง ความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจทั้งจีน และสหรัฐอเมริกา“ในฐานะที่ไทยมีความผูกพันธ์กับจีนแทบทุกมิติ ที่น้อยหน่อยมิติความมั่นคงอยู่ในความร่วมมือระดับปานกลาง ส่วนสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่ยาวนาน ร่วมมือพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนานขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงขั้ว โดยสภาวะทางเศรษฐกิจ สภาวะความขัดแย้งขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศใหญ่ๆ ที่ส่งผลกระทบทั้งผลดี และผลเสียต่อไทยเราจับตา และกำหนดทิศทางความมั่นคง โดยมีจุดยืนที่สำคัญ คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ประชาชน และความมั่นคงของประเทศไทยเรายินดีช่วยในสิ่งที่ช่วยได้ แต่ถ้ากระทบต่อชาติ ประชาชน ก็มีเงื่อนไขหรือจำเป็นก็ปฏิเสธ หลีกเลี่ยง”ยุทธศาสตร์ปัญหาช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนใต้ และเมียมมา ที่ต้องส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดใหม่สานต่อ พล.อ.สุพจน์ บอกว่า ตามนโยบายพื้นฐานที่ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ เดินตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนึ่งในนั้น คือ ไม่แทรกแซงกิจการภายใน ร่วมมือกับทุกประเทศที่สนับสนุนกันและกัน ผลประโยชน์ร่วมกันที่สำคัญต้องไม่กระทบต่อไทย และประชาชน ขอขยับมาใกล้ตัวอีกนิด เมียนมาที่ขัดแย้งใจกลางประเทศ และกระจายชายขอบทั่วเลย เราทำในกรอบสหประชาชาติ กรอบพหุภาคี มีความเป็นแกนกลางของอาเซียนวางตัว และกำหนดท่าที มีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุนแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ไม่ฆ่าฟัน ไม่สู้รบ ไม่รุนแรง ป้องกันไม่ให้เกิดสงครามภายในประเทศสมช.ประเมินถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากความขัดแย้งยกระดับถึงการสู้รบ และขยายขอบเขตเกี่ยวข้องกับประเทศมหาอำนาจที่อาจมีการสนับสนุนแต่ละฝ่ายไทยจะได้รับผลกระทบขนาดไหนขึ้นอยู่กับความรอบคอบในการกำหนดจุดยืนที่เหมาะสมที่สุด หากตัดสินใจผิด ประชาชนอาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งรุนแรงสมช.เป็นห่วงความมั่นคงภายในประเทศอย่างไร จุดไหนบ้างที่เป็นห่วง พล.อ.สุพจน์ บอกว่า ไทยกำลังอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลง ภาวะการบริหารความแตกต่างทางความคิด ความท้าทายในอนาคต คือด้านสังคมแม้ทิศทางการเปลี่ยน แปลงในภาพรวมไปในทางที่ดีขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น แต่มีปัญหาความเห็นต่างในสังคม เห็นต่างได้โดยต้องยอมรับฟังซึ่งกันและกันเรากังวลที่สุด คือการใช้ความเห็นต่าง ใช้วาทกรรม ใช้พฤติกรรมพูดจาแสดงออกผ่านสื่อทุกประเภท มีหลายจุดนำไปสู่ความเกลียดชังความเกลียดชังนำไปสู่ความรุนแรง“การสร้างความแตกแยกในสังคม เพื่อแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ให้ได้มาซึ่งเสียงของมวลชน ความเป็นพวกพ้อง เพื่อการเอาชนะ คะคานในสิ่งที่ต้องการนำความแตกต่าง มาปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง และความรุนแรง โดยนำประเด็นความเห็นต่างทางสังคม การเมืองการปกครอง เชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมตลอดจนข้อผิดพลาดบกพร่องต่างๆของบุคคลอื่นมาเป็นประเด็น และใช้เครื่องมือเครือข่ายโซเชียล มีเดีย การจัดอบรมสัมมนา การใช้สื่อต่างๆโดยเฉพาะการยัดเยียดข้อมูลให้กับกลุ่มเปราะบางที่ขาดภูมิต้านทานด้วยการรับรู้ การวิเคราะห์ พิจารณาข้อมูล นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตเป็นเรื่องสำคัญที่ควรให้สังคมไทยต้องระมัดระวังอย่างมาก”สมช.จึงเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขระยะสั้น-กลาง-ยาว ซึ่งแต่ละส่วนงานรับทราบปัญหาและมีแนวทางแก้ไขส่วน สมช.เล็งปัญหานี้ไว้ตั้งแต่ปี 65 ได้ออกแนวทางแก้ปัญหาภาพรวม ทุกภาคส่วนนำไปใช้ได้ คือการอยู่ภายใต้ “สังคมพหุวัฒนธรรม” และยังเป็นนโยบายสำคัญใช้แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้นโยบายความมั่นคงของพรรคการเมืองต่างๆ มีความเป็นห่วงต่อมิติความมั่นคง และอยากฝากอะไรถึงรัฐบาลใหม่ พล.อ.สุพจน์ บอกว่า ได้ติดตามนโยบายด้านนี้ของพรรคการเมืองต่างๆ ได้นำมาทบทวน วิเคราะห์และสิ่งที่ สมช.ทำมา มีเจ้าหน้าที่ทุกระดับรวม 300 คน รับงานมิติความมั่นคงตามแผนยุทธศาสตร์ 20-30 มิติ และมีหน้าที่แก้ปัญหาความมั่นคงเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นฉะนั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ หน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วยเข้าใจดีและไม่มีความกังวลใดๆ เพราะทำงานอยู่บนพื้นฐานข้อมูลความเป็นจริง การวิเคราะห์ และการประสานงานกับส่วนราชการ ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องขณะเดียวกัน สมช.มีความกังวล กรณีหน่วยงานความมั่นคงส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ที่ตั้งใจและเสียสละในการทำงาน เพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนซึ่งมีทั้งผลงานที่ดีและมีข้อผิดพลาดที่ควรปรับปรุงแก้ไขควบคู่กันไป แต่ถูกนำข้อผิดพลาดหรือข้อที่ควรปรับปรุงมาเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก่อให้เกิดความเกลียดชัง และบางครั้งอาจเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับความมั่นคงด้วย อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความอดทนฉะนั้น ไม่อยากให้รัฐบาลใหม่...กังวล!!ไม่ว่ารัฐบาลใด...สมช.ก็ทำตามบทบาทนี้ใกล้ถึงวันที่ประชุมรัฐสภา เตรียมเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ห่วงม็อบเชียร์ ม็อบต้านอย่างไร และรับมืออย่างไร พล.อ.สุพจน์บอกว่า ถามว่ากังวลไหม...กังวลครับ!!หน่วยงานความมั่นคงมีหน้าที่ดู และตระเตรียมแผน สมช.กำกับในภาพใหญ่ พยายามประคับประคองให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยถ้าเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย ต้องมีแนวทางหรือใช้กฎหมายก็ว่าไป เราพยายามติดตามประเมินสถานการณ์ ถ้าเห็นฝ่ายไหนมีใครเป็นแกนนำ ก็เข้าไปพูดคุย ถ้ามี 2 ฝ่าย ก็ต้องเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายอย่าก่อให้เกิดความรุนแรง ขอให้ชุมนุมด้วยความสงบอยากให้ประเทศสงบ จบการเลือกตั้ง เข้าสู่ระบบรัฐสภา.ทีมการเมือง