“ทนายพัช” เข้ารับทราบข้อหาช่วยแอมยักย้ายหลักฐานที่กองปราบปรามแล้ว ปัดไม่รู้เห็น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แฉถูกซัดทอดจากผู้ต้องหาอื่นตลอดเวลาทำหน้าที่ทนายความตามกรอบกฎหมาย ยัน “แอม” เตรียมฟ้องตำรวจคณะทำงานทั้ง ม.157 และ พ.ร.บ.อุ้มหาย กรณีข่มขู่ให้รับสารภาพ ส่วนตัวเองพิจารณาฟ้องสื่อข้อหาหมิ่นประมาทด้วย “โจ๊ก” โต้ จะฟ้องก็ฟ้องไป ไม่เสียสมาธิ แต่สุดท้ายเจ้าตัวต้องจำนนต่อหลักฐาน ด้าน “ทนายกฤษณะ” โพสต์เฟซบุ๊กขอถอนตัวจากการเป็นทนายให้ “แอม” แล้วกรณีการสืบสวนคลี่คลายคดีนางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาภรณ์ อายุ 36 ปี ก่อเหตุสะเทือนขวัญวางสารไซยาไนด์เหยื่อนับสิบราย เกี่ยวพันการกู้ยืมเงิน รับจำนำรถ จำนำที่ดิน และวงแชร์ เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ ถูกจับดำเนินคดีข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรอง ไว้ก่อนรวม 15 คดี การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานใกล้เสร็จสมบูรณ์ แต่การตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบหลักฐานการโอนเงินเกี่ยวโยงไปถึงเว็บพนันออนไลน์ถึง 78 ล้านบาท และมีการเล่นได้เสียสูงถึงวันละหลัก 10 ล้านบาท ทำให้ชุดทำงานเชื่อว่านางแอมก่อเหตุเนื่องจากเป็นหนี้พนันออนไลน์ นอกจากนี้ จากการสืบสวนยังพบว่า น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือทนายพัช ทนายความของนางแอม ยังมีส่วนในการกลบเกลื่อนหลักฐานคดีฆ่า น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ อายุ 33 ปี ถูกออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ความคืบหน้าจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 26 พ.ค. น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือทนายพัช พร้อมด้วยนายไชยา คุ้มอ่ำ ทนายความ เข้าพบ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. และ พ.ต.ท.ภาณุพงศ์ จันตะกูล สว. (สอบสวน) กก.5 บก.ป. เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาความผิดตามมาตรา 184 ช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลงโดยการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด ตามหมายเรียก ใช้เวลาสอบสวนร่วม 2 ชม.จึงแล้วเสร็จน.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ออกมากล่าวว่า วันนี้มารับทราบข้อกล่าวหาหลังถูกหนึ่งในผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวซัดทอดหาว่า ตนอยู่เบื้องหลังการจัดฉากยักย้ายพยานหลักฐาน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้ว ตลอดเวลาที่เป็นทนายความให้นางสรารัตน์ ตนให้คำแนะนำต่างๆตามหน้าที่ของทนาย ภายใต้ตามกรอบของกฎหมาย และยืนยันว่าไม่เคยเกี่ยวข้องหรือแนะนำการจัดฉากยักย้ายหลักฐานต่างๆแน่นอน และชี้แจงพนักงานสอบสวนถึงข้อเคลือบแคลงสงสัยต่างๆไปหมดแล้ว ตนไม่เคยส่งกระเป๋าไปให้ น.ส.แก้ว และไม่เคยให้คำแนะนำใดๆทั้งสิ้น ที่ผ่านมาไม่เคยใช้และไม่เคยรู้จักกระเป๋าแบรนด์เนมเลย“การถูกตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวมาจากการซัดทอดของผู้ต้องหาคนอื่น ไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไรที่ซัดทอดมาถึงตัวเอง ส่วนประเด็นที่ว่าเคยรู้จัก น.ส.แก้วมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ไม่ขอพูดถึงเพราะเป็นเรื่องในสำนวน ยืนยันว่าตอนนี้ยังเป็นทนายความหลักให้นางสรารัตน์อยู่ ส่วนจะมีทนายความคนไหนเข้ามาช่วยเหลือเรื่องคดีด้วย สามารถทำได้ เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถแต่งตั้งทนายความคนอื่นเพิ่มเติมได้ แต่ต้องสอดคล้องกับทนายหลักและทนายหลักต้องยินยอม ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ามีทนายความคนอื่นเข้าไปขอคัดสำนวนและขอเข้าไปพบนางแอมหลายครั้ง พร้อมเบิกตัวมาขึ้นศาล ทนายคนดังกล่าวไม่ได้ขอมาทำงานร่วมด้วย แต่ขอไม่พาดพิงถึง” ทนายพัชกล่าวส่วนประเด็นนางสรารัตน์จะฟ้องหมิ่นประมาทบุคคลต่างๆ ทั้งพิธีกรและสื่อมวลชน ทนายพัชกล่าวเพียงว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างหารือกับกลุ่มทนายใจดี แต่ยืนยันว่าขณะนี้เตรียมฟ้องร้องแน่นอน ยืนยันว่าการทำหน้าที่ของทนายความมีหน้าที่ไปศาล ไม่ใช่มีหน้าที่ไปออกสื่อ ส่วนการฟ้องร้องตำรวจนอกจากมาตรา 157 แล้ว จะใช้มาตราใหม่คือ พ.ร.บ.อุ้มหาย เข้ามาเพิ่มเติม ส่วนตัวของตนนั้นอาจฟ้องร้องหมิ่น ประมาทกับสื่อมวลชนบางสำนักด้วย ยืนยันไม่กังวลในประเด็นที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.จะใช้ทนายความช่วยคดีคนที่จะถูกฟ้อง“ส่วนกระแสสังคมที่โจมตีตัวเองในประเด็นต่างๆ มองว่าเป็นการทำคดีสวนกระแสสังคม เป็นปกติที่คนจะมองว่าตนเป็นคนไม่ดี แต่ยืนยันว่าไม่กังวลและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ภายในสัปดาห์หน้าจะเข้าพบนางสรารัตน์อีกครั้งที่ทัณฑสถานหญิงกลางเพื่อสอบถามแนวทางการดำเนินคดีเพิ่มเติม” ทนายพัชกล่าวส่วนนายไชยา คุ้มอ่ำ กล่าวว่า การที่ทนายพัชถูกเชิญตัวมารับทราบข้อกล่าวหาวันนี้ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ เชื่อว่าการทำหน้าที่ของทนายพัชเป็นการทำหน้าที่โดยสุจริต โปร่งใส ส่วนตอนแรกที่ต้องเลื่อนเข้าพบตำรวจเพราะยังไม่ได้รับหมายเรียก แต่พอได้รับหมายเรียกก็รีบเดินทางมาเข้าพบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจทันที พร้อมกันนี้ยังเชื่อว่า การที่ทนายพัช ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเป็นการเตะตัดขากัน ให้พุ่งเป้าไปที่ทนายพัช และพยายามตัดสิทธิ์ไม่ให้ทนายพัชเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีนี้ อยากขอโอกาสให้ทนายพัชเข้าไปช่วยเหลือลูกความอย่างเต็มที่ เป็นสิทธิ์ของลูกความที่จะเลือกทนายด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าว ว่า จากการสอบปากคำทนายพัช เจ้าตัวให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และให้การแย้งในประเด็นต่างๆที่พนักงานสอบสวนสงสัย สำหรับคำให้การต่างๆค่อนข้างขัดแย้งกับข้อมูลการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่สามารถหักล้างประเด็นต่างๆในคดีได้ ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานมากพอที่จะสามารถดำเนินคดี กับทนายพัชได้“ส่วนประเด็นที่กล่าวหาว่าตำรวจเตะตัดขาทนายความ มีความชัดเจนว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์เกินกว่าการเป็นทนายความ และเกินกว่าขอบเขตตามมรรยาททนายความ ถือว่าเป็นการกระทำความผิด ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายพยานหลักฐาน แต่ไม่สามารถเปิดเผยบุคคลที่ให้ปากคำซัดทอดมาถึงตัวทนายพัช แต่ยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวมั่นใจในคำให้การ และ ตำรวจสามารถสืบสวนสอบสวนจนหาพยานหลักฐานมายืนยันคำให้การดังกล่าวได้ แม้นางสรารัตน์จะให้การพลิกไปพลิกมา ยิ่งเป็นผลเสียต่อตัวผู้ต้องหาเอง เพราะจะทำให้คำให้การของผู้ต้องหาเสียน้ำหนักทางรูปคดี ทำให้ศาลไม่เกิดความเชื่อถือ” รอง ผบก.ป.กล่าวพ.ต.อ.เอนกกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีทนายความของนางสรารัตน์แสดงความมั่นใจว่านางสรารัตน์ จะออกมาแจ้งความเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจข้อหาความผิดเกี่ยวกับมาตรา 157 และกฎหมายใหม่ที่เพิ่งถูกประกาศใช้ เป็นสิทธิ์ที่ผู้ต้องหาสามารถทำได้ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้า น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือทนายพัช เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแล้ว เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันทำลายพยานหลักฐาน หลังพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก หลังสอบปากคำเสร็จสิ้นพนักงานสอบสวนจะปล่อยชั่วคราวตามกระบวนการของกฎหมาย การปล่อยชั่วคราวครั้งนี้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับรองอ๊อฟ (พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์) เนื่องจากทั้งคู่ถูกดำเนินคดีข้อหาเดียวกันคือ ร่วมกันทำลายพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานแน่นหนา หากไม่มีพยานหลักฐานศาลคงไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียก วันที่ 27 พ.ค. ตนจะเดินทางไปประชุมร่วมกับตำรวจภูธรภาค 7 เพื่อเร่งรัดสำนวน เพื่อสรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการพิจารณามีความเห็นทางคดีภายในสัปดาห์หน้าต่อมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.เผยกรณี น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือทนายพัช ทนายความนางสรารัตน์ ระบุว่า จะดำเนินคดีฟ้อง ร้องเจ้าหน้าที่สอบสวนชุดคลี่คลายคดีแอม เนื่องจากมีพฤติการณ์ข่มขู่ให้แอมรับสารภาพว่า การสอบปากคำผู้ต้องหาทุกครั้งในเรือนจำ ส่วนใหญ่เป็นการร้องขอของผู้ต้องหาเอง ยืนยันว่าทุกครั้งที่สอบ พนักงานสอบสวนไม่ได้ข่มขู่หรือขู่เข็ญ เพราะปัจจุบันแอมเองยังไม่ได้รับสารภาพ ทั้งยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วน พ.ร.บ.อุ้มหายฯสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับตำรวจนอกรีต แต่ไม่ใช่กับคณะทำงานของคดีนี้แน่นอน“คดีนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ตั้งคณะทำงานขึ้นมาในรูปแบบคณะกรรมการ ให้ผมกำกับอย่างเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ยึดผลประโยชน์ของประชาชนประเทศชาติเป็นหลัก หากทนายพัชยืนยันว่าจะฟ้องก็ฟ้องไป ผมไม่มาเสียสมาธิกับเรื่องแบบนี้ แต่สุดท้ายเจ้าตัวต้องจำนนต่อหลักฐาน เพราะคดีนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานมาไกลแล้ว ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอศาลคงไม่ออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงทนายด้วย ที่สำคัญถ้าในขั้นตอนการสอบสวนมีการบังคับ คงมีพยานอีกหลายปากที่โดนบังคับหมด” รอง ผบ.ตร.กล่าวพล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวด้วยว่า กรณีนี้เรื่องกฎหมาย เป็นส่วนหนึ่ง แต่เวรกรรมมันมีจริง ทุกอย่างเป็นไปตามกติกาบ้านเมือง และตนไม่คิดจะฟ้องกลับ เพราะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร รวมทั้งคดีนี้จะเป็นคดีตัวอย่างเพื่อให้สังคมเห็นว่า พยานหลักฐานใดไปมัดในข้อเท็จจริงใดกรณีวันที่ 25 พ.ค. นายกฤษณะ ศรีบุญพิมพ์สวย ทนายความ โชว์เอกสารการแต่งตั้งเป็น ทนายความของนางสรารัตน์ ลงวันที่ 16 พ.ค.66 ล่าสุดวันที่ 26 พ.ค.นายกฤษณะโพสต์เฟซบุ๊ก “ทนายกฤษณะ-ทนายแม๊” ระบุว่า “คดีแอม ผมทนายกฤษณะ ขอถอนตัวจากการเป็นทนายของแอม” ผู้สื่อข่าวสอบถามนายกฤษณะ เผยว่า ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นทนายแอมจริง เหตุผลเพราะแอมไม่รับสารภาพคดีก้อย จริงๆแล้วเขาบอกตอนเข้าไปเยี่ยมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ตนมานั่งตรึกตรองดูอีกครั้งว่า เขาไม่รับสารภาพ เขาบอกว่าจะยังสู้ต่อ ตนก็เลยตัดสินใจถอนตัวเมื่อคืนนี้