“ฮอต” ทะลุอากาศร้อนตับแลบ ตามฉากเลือกตั้งล่วงหน้าที่ประชาชนคนไทยแห่ใช้สิทธิกันแบบมืดฟ้ามัวดิน น่าจะทำให้ป้อมค่ายที่ “ขี่กระแส” มาอย่างพรรคก้าวไกล รวมไปถึงพรรคเพื่อไทย กล้าเชื่อขนมกินล่วงหน้าปรากฏการณ์ที่ “คะแนนจัดตั้ง” มีหวังเอาไม่อยู่ คนแห่ออกมากาบัตรกันล้นหลาม โอกาสสูงที่คะแนนจะไหลตามโพลสารพัดยี่ห้อที่แข่งกันเสี่ยงทายโดยเฉพาะอารมณ์ของ “นิวโหวตเตอร์” คนรุ่นใหม่เจน Z ที่ตื่นตัวมากเป็นพิเศษ ประเมินได้เลย กรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ จังหวัดที่ตั้งมหาวิทยาลัย อย่างเชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น สงขลา ชลบุรี ฯลฯ “พื้นที่สีส้ม” ของพรรคก้าวไกลพรึบพรับแน่ แชร์กับแรงงานต่างถิ่นที่เทให้พรรคเพื่อไทยแต่ก็อย่าเพิ่งย่ามใจ “จองโต๊ะจีน” ฉลองใหญ่ เพราะมวยยกห้าโดนเตะก้านคอสลบมีถมไป เกมการเลือกตั้งแบบไทยๆอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ระฆังยังไม่หมดยก กรรมการยังไม่เป่านกหวีดหมดเวลาอีก 5-6 วันอันตราย ช่วง 100 เมตรสุดท้าย มันยังมีจังหวะให้ล็อกถล่มต้องไม่ลืมว่า โพลสำรวจคะแนนนิยมก็ “หน้าแหก” มาแล้ว ตามแนวโน้มย้อนไปเทียบกับการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 รูปการณ์ที่ไม่ได้แตกต่างจากการเลือกตั้งรอบนี้สักเท่าไหร่ ฝ่ายโหนประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยขี่กระแส นำห่างค่ายพลังประชารัฐ แบบไม่เห็นฝุ่นแต่หลังปิดหีบ ทีมทหารเฒ่าก็ยังไล่บี้ปาดหน้าแย่งจัดรัฐบาลได้นั่นก็เพราะ 77 จังหวัดของประเทศไทยมันยังมี “ซอกหลืบ” อีกมากมายที่โพลยังไงก็เข้าไม่ถึง พื้นที่ไกลปืนเที่ยง แนวชายแดน ดงกระสุนปืนใหญ่ กระสุนปืนครกอิทธิพลของ “กระสุน” เหนือกว่า “กระแส”โพลแห่ไม่ชัวร์เท่ากับกระสุนปืนครก กระสุนปืนใหญ่ ที่ระดมถล่มกันไม่อั้น ยิ่งรอบนี้เดิมพันสูง คลื่นแลนด์สไลด์ของเพื่อไทย พ่วงกาก้าวไกลทั้งแผ่นดิน ทำตลาดปั่นป่วน อีสาน เหนือ กลาง โดยเฉพาะปักษ์ใต้ ที่ข่าววงใน “นักเลือกตั้งอาชีพ” ร่ำลือ ครางฮือแบงก์ 100 ไปข้างหน้า แบงก์ 500 แค่รับไว้พิจารณา เพราะขาใหญ่อัดกันหัวละ 3,000-4,000 บาทไปแล้ว อาทิตย์ อุไรรัตน์ส่อแววชัดๆปรากฏการณ์อย่าง “อำนาจเจริญโมเดล” ที่ “จอมแฉแห่งชาติ” นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ไล่กัดติด เก็บทั้งคลิปหลักฐาน พยาน ประจานการซื้อเสียงผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เก็บบัตรประชาชน เกณฑ์คนเลือกตั้งล่วงหน้าหลายหมื่นคนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ อ้างเหตุผลแค่ติดธุระเลี้ยงหลาน ทำงานต่างตำบลนี่แหละอิทธิพลของกระสุนปืนครก กระสุนปืนใหญ่ ปัจจัยพลิกผันในสนามรบ ตัวแปรหักโพลอย่างไรก็ตาม ในจังหวะ “ขึงพืด” ระหว่าง “กระแส” กับ “กระสุน” ไฟต์บังคับเดิมพันอำนาจที่เกมเลือกข้างส่อทำให้การเลือกตั้งไหลเข้าวงจรอุบาทว์ ภาพฟ้องชัดๆทั้งโกง ทั้งสกปรก แตกแยกรุนแรงมันก็เริ่มมีการกระตุก “สัญญาณ” แปร่งๆแบบที่กองทัพบกแกล้งทำปืนลั่น เปิดเพลง “หนักแผ่นดิน” ให้ได้ยินดังๆล้อไปกับจังหวะการขยับของ “มือสับหลีกประชาธิปไตย” อย่างนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้ก่อตั้ง สถาบันปฏิรูปประเทศไทย จัดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์หลังเลือกตั้ง“ประเทศไทยกับภัยคุกคามใหม่ที่ประชาชนต้องรู้” แก้วสรร อติโพธิสรุปใจความหลักๆคือปัจจุบันการเมืองที่เราเห็น เป็นการเมืองสามานย์ ระบบที่ล้มเหลวในทุกระดับ ขาดจิตสำนึกที่ดีและขาดความรับผิดชอบในบ้านเมือง สภาพการเมืองที่มีแต่การแบ่งพรรคแบ่งพวก มีแต่ความขัดแย้งแตกแยก แย่งชิงผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวก ทำให้ประชาชนต้องกลายเป็นทาสอีกครั้งถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องลุกขึ้นมาปฏิรูป เพื่อพาประเทศไทยฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ขณะที่อีกด้าน ก็เป็นนายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการ อดีต คตส.ได้เผยแพร่บทความ “กองไฟในหีบเลือกตั้ง” เนื้อหาสรุปได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ความเกลียดชังกำลังถูกจัดตั้งแรงขึ้นทุกขณะ เกลียดอำมาตย์ต้องเลือกส้มหรือแดง เกลียดคนโกง คนชังชาติต้องเลือกลุงจงเลือกเดี๋ยวนี้ว่าจะเกลียดอะไรดีส่วนเลือกแล้วมันจะบริหารบ้านเมืองไปอย่างไร ได้หรือไม่ เอาไปว่ากันทีหลัง“ทีมซุ่มโป่ง” ขยับตามรูปเกมล้อกับความแรงของทีมเด็กก้าวไกล ท้าลุยไฟมาตรา 112 บวกความน่ากลัวแรงแค้นของ “นายใหญ่” ฟัดกับทีมอำนาจ 3 ป. และ 2 น. ที่ออกแนว “มวยวัด” ชกใต้เข็มขัดแบบไม่สนเสียงโห่ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะ “ผู้คุมกติกา” โชว์ลูกมั่ว ไร้มาตรฐาน ทำสังคมระแวงปัจจัยเหตุทำไฟขัดแย้งระอุ สุมชนวนยั่ว “ล้มกระดาน”.ทีมข่าวการเมือง