นักวิเคราะห์การเมืองระดับเกจิหลายท่านมีความเห็นตรงกันว่า ศึกการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2566 หรืออีก 13 วัน นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะเป็น “ศึก” ระหว่างคนไทยต่าง “เจเนอเรชัน” หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าต่าง “เจน”เพราะ “ต่างเจน” จึง “ต่างใจ” ต่างความคิด และความเชื่อถือ ทำให้สังคมไทยซึ่งประกอบด้วย ประชากรเจนต่างๆคิดไม่เหมือนกัน เชื่อไม่เหมือนกัน อันจะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ก่อนจะวิเคราะห์ว่าต่างเจนต่างใจอย่างไรบ้าง เรามาทบทวนกันอีกครั้งว่า “เจน” คืออะไร และประเทศไทยของเรามีทั้งหมดกี่ “เจน”?คำว่า “เจน” หรือ “เจเนอเรชัน” นั้น หมายถึง “กลุ่มอายุ” ของประชาชนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งเท่าที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ทั่วโลก จะแบ่งเป็น 6 กลุ่มด้วยกันกลุ่มแรก เรียกว่า Gen Z ซึ่งถ้าออกเสียงแบบอังกฤษคือ “เจน แซ่ด” ผู้เกิด ปี 2540-2555 หรือผู้มีอายุระหว่าง 11-26 ปีเจนนี้เป็นเจนที่เกิดมาพร้อมกับความเจริญเติบโต และการพัฒนาอย่างใหญ่หลวงของระบบดิจิทัล และสื่อสังคมออนไลน์ มีโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะเป็นอาวุธคู่กาย พร้อมกับเรียนรู้เกือบทุกสิ่งอย่างจากโทรศัพท์มือถือ จึงเท่ากับเป็นลูกหลาน หรือลูกศิษย์ของมือถือ ที่เปรียบประดุจ “พ่อ-แม่” หรือครูบาอาจารย์ของคนเจนนี้ตัวเลขคร่าวๆของประชากรในกลุ่มนี้เฉพาะผู้มีอายุ 18 ปีไปถึง 26 ปี ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งได้ จะมีประมาณ 7 ล้าน 6 แสนคนกลุ่มถัดมาได้แก่ “เจนวาย” หรือ “Gen Y” นับจากคนเกิด พ.ศ.2524-2539 อายุระหว่าง 27-42 ปี ถือเป็นคนยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยีทันสมัย เพราะเริ่มมีคอมพิวเตอร์ เริ่มมีและใช้อินเตอร์เน็ตกว้างขวางขึ้น รวมทั้งเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกๆ (กระดูกหมา) เพียงแต่ยังไม่ใช่ “โทรศัพท์อัจฉริยะ” ทำอะไรได้ร้อยแปดเท่านั้นยุคนี้เป็นยุคของการพัฒนาประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงสุด เป็นยุคโชติช่วงชัชวาลจาก “ป๋าเปรม” สู่ “น้าชาติ” และจำนวนประชากรในเจนนี้สามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ทั้งหมดมีประมาณ 15 ล้านคนจากนั้นก็เป็นกลุ่มที่เรียกว่า Gen X หรือ “เจนเอ็กซ์” เกิดระหว่าง พ.ศ.2508-2523 (อายุ 43-58 ปี) ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการวางแผนครอบครัวและเริ่มนโยบาย “ลูกมากยากจน” ในยุคนี้ทำให้เด็กที่เกิดในยุคนี้มีทั้งดีและเจ้าปัญหา ที่ดีก็เพราะเป็นลูกคนเดียวบ้าง 2 คนบ้าง พ่อแม่ดูแลเต็มที่ แต่ที่ไม่ดีก็เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศเข้าสู่การพัฒนายุคใหม่พ่อแม่ทำงานหนักปล่อยลูกอยู่กับบ้านมีทีวีกับคนใช้เป็นเพื่อน ทำให้เด็กที่เติบโตในรุ่นนี้มีความก้าวร้าว แต่ก็มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ว่ากันว่าเจนนี้มีจำนวนเยอะสุดประมาณ 16 ล้านคน และเป็นกำลังหลักของประเทศในปัจจุบันทีนี้ก็มาถึง “เจนบี” Gen B หรือ “เบบี้บูมเมอร์” นับตั้งแต่ผู้เกิดปี 2489-2507 อายุ 59-77 ปี ซึ่งเป็นรุ่นก่อนโลกและประเทศไทยจะรู้จัก “ยาคุมกำเนิด” หรือถุงยาง ผู้คนจึงเกิดอย่างมากมายจนหวั่นประชากรจะล้นโลก หรือล้นประเทศ รวมทั้งในบ้านเราด้วยยุคนี้เป็นยุคของ จอมพล.ป.พิบูลสงคราม ต่อมาถึงยุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บ้านเมืองเป็นเผด็จการ แต่ในภาพรวมกลับมีการพัฒนาที่โดดเด่น และผู้คนที่เกิดยุคนี้ก็มักหัวอ่อนอยู่ในวินัย ทำงานหนัก จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาประเทศและผ่านพ้นจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์มาได้มาถึง กลุ่มสุดท้าย เรียกว่ากลุ่ม Silent Gen บ้างก็เรียกว่า Gen T หรือ เจนที เกิดระหว่าง 2468-2488 อายุ 78-98 ปี หมายถึงกลุ่ม Traditionalist ยึดมั่นในขบมธรรมเนียมประเพณี เน้นค่านิยมไทย หลายๆคนมีประสบการณ์ผ่านยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก ในช่วง ค.ศ.1930 หรือ 2473 เป็นต้นมา ผ่านยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งผ่านยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีมาด้วยนักวิชาการบางท่านระบุว่าคนยุคนี้ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งและอยากให้โลกกลับไปหาวันคืนเก่าๆ กลุ่มนี้มีประมาณ 2 ล้านคนเศษ และรวมผมผู้เขียนคอลัมน์อยู่ด้วยครับ.“ซูม”