ขณะที่การหาเสียงเลือกตั้งเข้าสู่โค้งสุดท้าย เริ่มมีการแฉเรื่องการซื้อเสียง กันแล้ว เปิดฉากขึ้นโดยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จอมแฉของประเทศ ระบุว่ามีการซื้อเสียงในภาคอีสาน โดยใช้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นหัวคะแนน แต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหน จังหวัดใด ตามด้วยคลิปการแจกเงินที่นครราชสีมาเป็นคลิปผู้สมัคร ส.ส.แจกเงิน ในพื้นที่ อ.ประทาย นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยอมรับว่าเป็นผู้สมัครของพรรค พปชร. ถูกฝ่ายตรงข้ามจัดฉากถ่ายคลิปเผยแพร่ จึงสั่งให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคแจ้งความดำเนินคดี และ ผอ.กกต.นครราชสีมา ได้รับร้องเรียนเรื่องนี้แล้วการซื้อเสียงเป็นเรื่องปกติสำหรับการเลือกตั้งทุกระดับในประเทศไทยทั้งผู้ซื้อเสียงและขายเสียง ต่างไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกตินับตั้งแต่การเมืองไทยกลายเป็น “ธุรกิจการเมือง” มาหลายทศวรรษ นักการเมืองถือว่าการซื้อเสียงเป็นทางลัด สู่ชัยชนะเลือกตั้ง ส.ส.ประชาชน บางส่วนถือคติ “เงินไม่มากาไม่เป็น”กฎหมายการเลือกตั้ง ถือว่าการซื้อสียงเป็นความผิดร้ายแรง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี แต่ผู้กระทำผิดถูกจับได้เป็นส่วนน้อย ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่ลอยนวล ยกเว้นบางยุคบางสมัยในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 กกต.บางคน ประกาศว่า จะไม่ยอมให้คนชั่วเหยียบแม้แต่บันไดสภากกต.ในยุคนั้น ซึ่งเพิ่งจะมีองค์กร อิสระ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มงวด มีการแจกใบเหลืองใบแดงทั่วประเทศ จนนักซื้อเสียงเข็ดขยาด แต่ในระยะหลังๆ มีการกล่าวหาว่า การเมืองแทรกแซง กกต. จนพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “กฎหมายอยู่ในมือเรา กกต.ก็ของเรา” จะไปกลัวอะไรการซื้อเสียงจึงกลายเป็นประเพณี หรือวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่สืบทอดต่อๆกันมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กกต.ยังสามารถรักษาความเป็นอิสระ ปราศจาก การแทรกแซงของอำนาจการเมือง และดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมอยู่หรือไม่ ทุกฝ่ายต้องการให้ กกต.ดำรงความกล้าหาญส่วนการซื้อสิทธิขายเสียง อาจเป็นปัญหาเรื้อรังต่อไป กฎหมายตามปกติเอาไม่อยู่ อาจต้องปฏิวัติวัฒนธรรมการเมืองครั้งใหญ่ แม้แต่ ส.ว.ปัจจุบันที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร คสช.ยังเสนอให้แก่ปัญหา ด้วยการแจกเงิน ให้ผู้เลือกตั้งคนละ 500 บาท น่าเศร้าที่สุด ก็คือ ใช้ภาษีประชาชนซื้อเสียงประชาชน.