ช่วงต้นเดือนเมษายน “CNN” ลงข่าวฝุ่น PM 2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่สูงติดอันดับโลกเป็นเวลานาน ทำให้เชียงใหม่เศรษฐกิจทรุด ประเด็นสำคัญมีว่า... “นักท่องเที่ยว” มาเที่ยวเชียงใหม่ถึง 10.8 ล้านคนในปี 2019 ก่อนโควิด-19 คาดว่า ช่วงสงกรานต์นี้จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเชียงใหม่ประมาณ 80-90% ของ 10.8 ล้านคน แต่ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงทำให้การจองที่พักลดลงถึง 45%ฝุ่น PM2.5 กำลังทำให้นักท่องเที่ยวไม่ไปเชียงใหม่ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนประเด็นต่อมา...นักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกันอ้างว่า รู้สึกถึงฝุ่นขนาดเล็กติดที่ใบหน้า เมื่อทำความสะอาดจะเห็นเป็นแผ่นของฝุ่นที่สกปรกหลุดออกมาสุดท้าย...ข่าวข้างต้นนี้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติเปลี่ยนใจไม่ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงสงกรานต์นี้? การไม่จัดการสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือให้เด็ดขาด กำลังจะทำให้ “ผู้อยู่อาศัย” และ “นักท่องเที่ยว” เปลี่ยนใจอาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย สะท้อนมุมมองต่อเนื่องไปถึงประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวันไม่ว่าจะเป็นการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ปัญหา...“โลกร้อน” ฝนตกหนักและนานมากขึ้นทุกปี กทม.เสี่ยงจมน้ำ ปัญหาน้ำเสีย...อากาศเสีย น่าสนใจว่าทุกวันนี้เรายังไม่มีหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยเฉพาะ อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ใกล้เลือกตั้งเต็มทีแล้ว “คนไทย”...ควรเฝ้าจับตาดูกันต่อไปว่า “พรรคการเมืองไหน” จะประกาศนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ตรงใจ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังต่อเนื่องอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่เริ่ม ออก พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมใหม่ ให้มีศาลสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนสามารถฟ้องหน่วยงานราชการได้ ให้ประชาชนเรียกร้องค่าเสียหายได้ และดึงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น“เปิดเผยข้อมูลสารเคมี เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่อันตรายให้ประชาชนทราบ แล้วปรับปรุงรายงานเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมที่แท้จริง...แก้กฎหมายก่อนแล้วการปฏิบัติก็ต้องเข้มงวดตามมาและตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาดูแลโดยเฉพาะ”ฉายภาพตัวอย่าง มองการจัดการป่าไม้ของญี่ปุ่น...ทำไม? จึงไม่มีการลักลอบเผาป่า...ไม่มีฝุ่น PM2.5จังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงที่สุดในโลกมาหลายสัปดาห์แล้วสาเหตุหลักคือเกิดไฟไหม้ในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์จำนวนมากที่สุด...มีการลักลอบการเผาหลายพื้นที่เช่นกัน ประเทศญี่ปุ่น...ทำไมไม่เผาป่า?ประเทศญี่ปุ่นมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากประเทศฟินแลนด์และสวีเดนโดยมีป่าไม้ปกคลุมถึง 156.87 ล้านไร่จากพื้นที่ของประเทศ 236.18 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 67 ของประเทศ ฟังคนญี่ปุ่นเล่ามาว่า การลักลอบเผาป่าเกิดน้อยมากรวมทั้งไม่เคยได้รับรู้เลยว่ามีฝุ่น PM2.5 มาจากการเผาป่าอาจารย์สนธิ ย้ำว่า การจัดการป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพของญี่ปุ่นมีหลักการที่สำคัญคือ “รัฐบาลกลาง” จะกระจายอำนาจให้รัฐส่วนท้องถิ่น (Local Government) รับผิดชอบดูแลป่าไม้ถึงร้อยละ 11 โดยพื้นที่นั้นอาจจะเป็นอุทยานหรือป่าสงวนแห่งชาติก็ได้และ...มีการให้สัมปทานเอกชนทำป่าไม้เศรษฐกิจ (Commercial forest) ถึงร้อยละ 58 โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำป่าไม้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมคือตัดแล้วต้องปลูกให้มากกว่าเดิมหรือ Environmental forests โดยมีองค์การของรัฐคือ Japan sustainable Green Ecosystem Council (JSGEC) เป็นผู้กำกับดูแลรวมทั้งต้องมอบหมายให้ Third party หรือผู้ตรวจสอบเอกชน มาทำการตรวจติดตามการดำเนินงานอีกชั้นหนึ่ง (Audit) คล้ายกับระบบ ISO นั่นเอง“การทำป่าไม้เศรษฐกิจ” ดังกล่าวจะต้องทำตามหลักวิศวกรรมป่าไม้ คือต้องรักษาสิ่งแวดล้อมโดยดูแลตั้งแต่การปลูก การตัด การอนุรักษ์ดินและน้ำ การขนส่ง การปลูกบำรุงป่า มีการคำนวณปริมาณการปล่อยและดูดซับก๊าซ CO2 กำกับไว้ด้วย กลไกถัดมา...ให้คนอาศัยอยู่กับป่าและดูแลป่า โดยจัดตั้งเป็น “หมู่บ้านป่าไม้ (Forest Village)” รอบพื้นที่ป่าสงวนด้วยความเชื่อมั่นว่าเมื่อชีวิตของชุมชนขึ้นอยู่กับความอยู่รอดของป่าซึ่งเป็นทั้งแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และเป็นปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีพ ดังนั้น ชุมชนเหล่านี้จะดูแลและอนุรักษ์ป่าให้สมบูรณ์โดยไม่มีการเผาหรือทำลายป่าโดยเด็ดขาดและพร้อมช่วยกันดับไฟป่าอย่างเต็มกำลังเพราะป่าคือชีวิต พื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดให้กรมป่าไม้ดูแลร่วมกับชุมชนคิดเป็นร้อยละ 31 ของพื้นที่ป่าไม้ในประเทศกลไกที่สาม...จัดตั้งเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติร้อยละ 0.3 อยู่ในความดูแลของรัฐบาลกลางหรือรัฐส่วนท้องถิ่นก็ได้โดยพื้นที่นี้ห้ามทำประโยชน์ใดๆทั้งสิ้นแต่ให้ประชาชนมาท่องเที่ยวได้ สุดท้าย...ปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนตั้งแต่อนุบาลให้รักษ์และหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติเทียบเท่ากับการให้ความรักกับประเทศของตนเองกลับมาที่ป่าไม้ในประเทศไทยมีอยู่ทั้งหมด 102.3 ล้านไร่จากพื้นที่ประเทศ 321 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 31.8 ของประเทศ...น้อยกว่าญี่ปุ่นมากกว่าครึ่ง ทั้งหมดจะถูกผูกขาดการกำกับดูแลจากหน่วยงานของรัฐคือ “กรมป่าไม้” และ “กรมอุทยานฯ” เท่านั้น การจัดการที่ผ่านมามีการดำเนินการที่ไม่หลากหลายและไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง เช่น การแยกคนออกจากป่าอย่างชัดเจน...ใช้กฎระเบียบราชการอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้คนเข้าป่า ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมากในการมีส่วนร่วมดูแลรักษาป่า ...จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นมี พ.ร.บ.ป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2442 ยิ่งนานวันป่ายิ่งเพิ่มขึ้นประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป่าไม้ตั้งแต่ปี 2484 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ยิ่งเวลานานขึ้นป่าไม้ในพื้นที่อนุรักษ์กลับยิ่งลดลงการเผาป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งหนักสุดในรอบ 30 ปี ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 สูงติดอันดับ 1 ของโลกมาเกือบ 2 สัปดาห์ ถือเป็นบทพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่านโยบายการใช้อำนาจรัฐที่สั่งการจากบนลงล่าง หรือการผูกขาดอำนาจในการดูแลป่าไม้ของรัฐส่วนกลางโดยไม่ได้ดูบริบทของพื้นที่นั้น...เป็น “การจัดการ” และ “ดูแลป่าไม้” ที่ล้าสมัยไปแล้ว ในระยะยาวการส่งเสริมให้ชุมชนรอบๆพื้นที่ป่าเปลี่ยนจากการปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดที่ต้องตัดตอซังและเผากันทุกปีมาเป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น ชา กาแฟ หรือปลูกไม้เศรษฐกิจที่ตัดขายได้แทน จะทำให้ประชาชนหวงแหนพื้นที่และดูแลป่าอย่างดีเนื่องจาก “น้ำ” ใช้เพื่อเพาะปลูกมาจากป่า และชุมชนจะเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยดูแลไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่า รวมทั้งยังพร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยดับไฟป่าด้วยหลังเดือนเมษายน ปรากฏการณ์เอลนีโญจะค่อยๆเพิ่มกำลังมากขึ้น “ประเทศไทย”...จะพบกับอากาศที่ร้อนขึ้นมีฝนตกน้อย...เจอภัยแล้งในวงกว้างมากขึ้นจนถึงปลายปีนี้และจะรุนแรงมากขึ้นในปีหน้า เราทุกๆคนรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเตรียมพร้อม...วางแผนรับมือกันให้ดีๆ.