“หมอตำหนิทุกรอบเวลาไปตรวจ เพราะแอบใช้น้ำมันกัญชารักษาหลานที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกระยะสุดท้าย ซึ่งตอนนี้หลานกลับมานอนติดเตียงที่บ้าน”สมชาย รอดทุกข์ เปรยด้วยความท้อแท้ ขณะที่ชายหนุ่มเล่าถึงอาการของหลานที่ป่วยด้วยมะเร็งกระดูกระยะสุดท้าย ที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชแม้ว่าจะถูกหมอตั้งข้อสังเกตทุกรอบเวลาพาคนไข้ไปตรวจแต่เขาก็ยังยืนยันที่จะใช้กัญชาในกระบวนการรักษาหลานของตน เพราะเชื่อมั่นในองค์ความรู้ที่สั่งสมถ่ายทอดกันมาในพื้นที่ท่าศาลานับสิบปีแล้ว ในระหว่างการรักษานั้น หลายครั้งที่น้ำมันกัญชาขาดแคลน สมชายต้องวิ่งหาน้ำมันกัญชาจากที่อื่นเพื่อมารักษา สาเหตุที่น้ำมันกัญชาขาดเพราะว่าต้นกัญชาโดนฝนเกิดความเสียหาย ครั้นจะสร้างโรงเรือนปลูกก็เสี่ยงที่จะถูกตำรวจจับ จึงต้องยกต้นกัญชาแอบซ่อนเวลาตำรวจมาและยกออกมาให้โดนแดดเมื่อปลอดภัยภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาหลายสิบปี ที่ประชาชนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการใช้พืชพื้นเมืองต้นหนึ่งรักษาผู้ป่วยด้วยโรคร้ายเรื่องราวของสมชายและหลาน เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการยืนยันสิทธิของผู้ป่วยที่จะเลือกใช้น้ำมันกัญชาควบคู่กันไปกับการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน และในที่สุดต่อกรณีนี้โชคดีที่แพทย์ผู้ทำการรักษาเปิดใจเรื่องการใช้กัญชารักษามะเร็ง เพราะอาการคนไข้ดีขึ้นอย่างที่หมอไม่อยากจะเชื่อ และในขณะนี้ผู้ป่วยรายนี้อาการดีขึ้นเข้าใกล้ความปกติ รอเพียงร่างกายสมบูรณ์ขึ้นหมอกระดูกจะทำศัลยกรรมให้สามารถกลับมาเดินได้ ประสิทธิ์ชัย หนูนวลประสิทธิ์ชัย หนูนวล เครือข่ายประชาชนเพื่อการมีกฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย บอกว่า ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในพื้นที่ชนบท ความพยายามของประชาชนในการใช้กัญชาเพื่อการรักษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพียงเพราะความโลภของกลุ่มอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 19...ที่ผลักดันให้ “กัญชา” เป็น “ยาเสพติด” และแม้สมาคมแพทย์อเมริกันจะคัดค้านเพราะใช้กัญชาเป็นยารักษากันมานานทั้งอังกฤษและอเมริกาแต่ไม่สำเร็จ หลังจากนั้นกลุ่มอิทธิพลดังกล่าวก็ผลักดันให้กัญชาผิดกฎหมายในสหประชาชาติ ทำให้ต้นกัญชาที่ประชาชนใช้ประโยชน์มานับพันปีกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยปริยาย ทำให้แต่ละประเทศต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อใช้กัญชารวมทั้งประเทศไทยและจนถึงขณะนี้มีราว 70 ประเทศทั่วโลกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้กัญชาในลักษณะต่างๆแม้ว่าช่วงเวลาในขณะนี้จะห่างไกลจากศตวรรษที่ 19 มานานแล้ว แต่ปัญหาการต่อสู้ของประชาชนในประเทศไทยเพื่อให้ใช้กัญชายังคงดำรงอยู่ไม่ต่างจากศตวรรษก่อน ถึงแม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาจำนวนมาก แต่ความรู้ที่ใช้สื่อสารในสังคมไทยเกี่ยวกับกัญชากลับไม่ก้าวหน้าไปตามงานวิจัยทำให้การสื่อสารเรื่องกัญชาในประเทศไทยในปัจจุบัน นำไปสู่ความเข้าใจในเชิงลบ ซึ่งมีผลต่อการรับรู้และการกำหนดกลไกควบคุมกัญชาของประเทศ ประสิทธิ์ชัย ย้ำว่า หากประชาชนเข้าถึงกัญชาได้จะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการรักษาสุขภาพพื้นฐาน เพราะพืชกัญชาจะทำหน้าที่ในการป้องกันสุขภาพไม่ให้เกิดโรคและใช้สำหรับการรักษาของบุคคลในครัวเรือนหรือชุมชนได้ การใช้กัญชาจะมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหลายชนิด โดยเมื่อประชาชนเข้าถึงการบริโภคกัญชาทั้งในฐานะของอาหารหรือยาหรือผลิตภัณฑ์อื่น การบริโภคนั้นจะเป็นกระบวนการป้องกันโรคโดยเฉพาะโรคพื้นฐาน เช่น ความดัน เบาหวาน เกาต์ เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อร่างกายสมดุลจะเป็นปัจจัยสำคัญของการไม่มีโรคของประชาชน การเปลี่ยนแปลงสุขภาพมูลฐานดังกล่าว ย่อมก่อผลสะเทือนต่อหลายวงการในแวดวงธุรกิจสุขภาพอีกทั้งหากประชาชนเข้าถึงกัญชาได้จะก่อผลกระทบเชิงลบต่อการประกอบการธุรกิจหลายอย่างจากการที่ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น เช่น ธุรกิจยา ธุรกิจบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการติดตามกระบวนการ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ประสิทธิ์ชัย ในฐานะหนึ่งในกรรมาธิการร่างกฎหมายนี้ เห็นว่า เป้าหมายสำคัญของนักการเมืองตามที่ได้แสดงเจตนารมณ์ผ่านสื่อหรือคำอภิปรายในสภามีสองประการคือ นำกัญชาไปสู่การเป็นยาเสพติดและห้ามครัวเรือนปลูกกัญชา“เป้าหมายสำคัญสองประการนี้ได้รับการหนุนเสริมจากกลุ่มแพทย์ในการหาข้อมูลมารองรับคำอธิบายนักการเมืองหรือนักการเมืองก็เลือกใช้คำอธิบายของแพทย์กลุ่มนี้ พวกเขาเชื่อว่าหากชาวบ้านปลูกกัญชาได้จะเป็นจุดเริ่มต้นของวิบัติ เพราะมองว่าเมื่อชาวบ้านเข้าถึงกัญชาจะทำให้เกิดการเสพติดกัญชากันทั้งประเทศ” ฉะนั้น ส.ส.หลายคนจึงตั้งเป้าหมายตัดมาตราที่ 18 ของร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่อนุญาตให้ครัวเรือนปลูกกัญชาได้ 15 ต้นและปลูกกัญชงได้ 5 ไร่หากมองในทางยุทธศาสตร์ การตัดมาตรา 18 จะช่วยแก้ปัญหาของกลุ่มธุรกิจที่เสียประโยชน์จากการที่ครัวเรือนปลูกกัญชาได้เพราะการที่ครัวเรือนไม่สามารถเข้าถึงยาสมุนไพรพื้นฐานในการจัดการสุขภาพ จะทำให้ธุรกิจสุขภาพยังคงรายได้แบบเดิมและเพิ่มขึ้นทุกปีหัวใจของการต่อสู้เรื่องกัญชาในครั้งนี้แท้จริงแล้วเป้าหมายสำคัญคือการกีดกันไม่ให้ประชาชนเข้าถึงกัญชา ด้วยการยกอ้างเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามสื่อในปัจจุบันโดยเฉพาะข้ออ้างเรื่องการปกป้องเยาวชน ทั้งนี้หากสังเกตจะพบว่าการปกป้องเยาวชนไม่ได้ถูกพูดถึงโดยข้อเท็จจริงแต่...ถูกพูดถึงด้วย “ความกลัว” เพื่อนำความกลัวดังกล่าวมาล้ม ร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ที่สร้างมาตรการให้ประชาชนใช้และมาตรการควบคุมเพื่อให้เกิดสมดุลอีกประการหนึ่งหากตัดมาตรา 18 ทิ้งไปหรือล้ม ร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯทั้งฉบับ “มูลค่าธุรกิจ” ที่กัญชาจะเข้ามาทดแทนนั้นจะมีความปลอดภัย กล่าวคือ...ยังสามารถรักษามูลค่าทางธุรกิจได้ต่อไป การล้ม พ.ร.บ.กัญชาฯหรือการตัดมาตรา 18 ทิ้งจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ ฉะนั้นเป้าหมายของประชาชนคือต้องรักษา ร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ และต้องรักษามาตรา 18 ไว้ให้ได้ เพื่อการออกแบบพื้นฐานการรักษาสุขภาพระดับครัวเรือน เมื่อมีกัญชาอยู่ในครัวเรือน ระบบสุขภาพจะได้รับการป้องกันและเยียวยาจากพืชกัญชา โดยการใช้เป็นอาหารสำหรับใบ การปรุงยาสำหรับดอกและราก การทำเส้นใยสำหรับ “ต้น” และ “น้ำมัน” ของดอกกัญชาคือ “ยารักษาโรค” ชั้นยอด“การคัดค้าน...ไม่ได้เกิดจากกลุ่มผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ประชาชนโดยทั่วไปยังวิตกกังวลกับกัญชาเพราะยังไม่เข้าถึงข้อเท็จจริงรอบด้านและอาจเป็นกลุ่มใหญ่สุดที่ไม่แสดงตัว ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องปกติ เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่กัญชาถูกทำให้ผิดกฎหมายก็มีการใช้เพื่อการรักษาในกลุ่มใต้ดิน” ทางออก “กัญชา” ต้องคลี่คลายอย่างสมดุลในทุกมิติ ไม่เว้นแม้แต่ผลกระทบจากกัญชาที่เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องอาชญากรรม...ปัญหายาเสพติดที่กลาดเกลื่อน ที่ประชาชนในสังคมจำเป็นจะต้องตระหนักรู้ให้มาก“กัญชาทางการแพทย์”...เป็นประเด็นสำคัญที่ยิ่งใหญ่ หากแต่ไม่ควรสนับสนุนการชูนโยบายหากินกับสิ่งเสพติดและเสรีสิ่งเสพติด ไม่ควรอุดหนุนกิจการทุกประเภท ทั้งสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี และผลิตภัณฑ์ต่างๆ.