นับจากปี 2566 เป็นต้นไป “ประเทศไทย” ต้องเจอภัยแล้งยาวนานอีกครั้งเมื่อ “อิทธิพลลานีญา” มีแนวโน้มอ่อนกำลังเข้าสู่เส้นศูนย์สูตรก่อนพลิกกลับไปเป็น “สภาวะเอลนีโญ” ส่งผลให้ปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ หรือไม่มีฝนเลยแม้อยู่ในหน้าฝนก็ตามอันเป็นเสมือนการส่งสัญญาณ “ส่อเค้าภัยแล้งรุนแรง” โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่อาจขาดแคลนน้ำหนักนี้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต บอกว่าสภาพดินฟ้าอากาศตอนนี้ “ลานีญายังมีพลังในไทย” ฉะนั้นช่วงนี้โอกาสเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ และประกอบกับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือยังมีกำลังแรง ลักษณะนี้ภาคใต้จะมีฝนตกหนักเสี่ยงสูง 80% ในภาคใต้ตอนล่าง ตอนกลาง ตอนบน ส่วนพื้นที่เสี่ยงสูง จ.นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) ชุมพรไม่เท่านั้นหย่อมความกดอากาศต่ำนี้ยังก่อให้เกิดอากาศหนาวตอนบนของประเทศช่วงตั้งแต่เดือน ธ.ค.2565 แล้วสภาพอากาศฝนตกหนักภาคใต้ และตอนบนของประเทศหนาวนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ก.พ.2566 “ก่อนสภาพอากาศจะเข้าสู่ค่าปกติ” ทำให้ฝนในปี 2566 มีปริมาณค่าเฉลี่ยปกติ หรือฝนตกน้อยกว่าปี 2565 แน่นอนว่า “พื้นที่เขตชลประทาน” มีน้ำต้นทุนเพียงพอ “ไม่ง้อฟ้าง้อฝน” แต่สำหรับ “พื้นที่นอกเขตชลประทาน” ต้องเจอภัยแล้งขาดแคลนน้ำหนักแน่ๆ อย่างไรก็ดีในปี 2566 ภัยแล้งจะยังคงไม่น่ากังวลมากนัก “ด้วยภาพรวมน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดีกว่า 80% ของความจุ” สามารถเพียงพอใช้อุปโภคบริโภคตลอดปีปัญหาว่า “ถ้าไม่วางแผนการใช้น้ำต้นทุน” ก็อาจส่งผลให้ปี 2567 ต้องเจอภัยแล้งยาวนานเพราะจะเริ่มเข้าสู่ “เอลนีโญ” ทำให้มีฝนตกน้อย หรือไม่มีฝนตกต่อเนื่องถึงปี 2569 แล้วคาดว่าปี 2568 จะแล้งรุนแรงสูงสุดดังนั้นภาครัฐต้องบริหารการใช้น้ำแต่ตอนนี้ “มิเช่นนั้นน้ำต้นทุน 80% จะถูกใช้หมด” เพราะประเทศไทยมักบริหารน้ำแบบปีใช้ปี “มีความหวังกับฝน” แต่เนื่องจาก Climate Change ทำให้ไม่อาจทำอย่างนั้นได้แล้วฉะนั้นต้องกลับมาดู “ภาคการเกษตร” โดยเฉพาะการปลูกข้าวอันเป็นพืชใช้น้ำมากอย่างเช่นลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 2.5 ล้านไร่ “ปลูกจริงเกือบ 5 ล้านไร่” ประเด็นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีนี้ แล้วควรคุมพื้นที่การปลูกข้าวให้น้อยลงแต่สร้างผลผลิตดีด้วย “รัฐบาล” ส่งเสริมทำเกษตรแม่นยำมีประสิทธิผล 1 ไร่ต่อ 800 กก. “เพื่อลดการใช้น้ำ” ที่ปัจจุบันนี้เกษตรกรใช้พื้นที่ปลูกข้าวเยอะได้ผลผลิต 430 กก.ต่อไร่ถัดมา “ภาคอีสาน” ปีนี้ภาพรวมน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดีเพียงแต่ว่า “มีพื้นที่นอกเขตชลประทานมากกว่า 80%” สวนใหญ่พึ่งพาน้ำฝน แล้วช่วง 3-4 ปีข้างหน้า “ฝนจะน้อยลง” ทำให้ต้องประสบปัญหาภัยแล้งอีกเรื่องนี้เสนอว่า “ควรสร้างฝายขนาดเล็กต้นน้ำลำธาร” เพราะในช่วงหน้าน้ำหลากจะช่วยชะลอกักเก็บน้ำไว้หน้าแล้งให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ตลอด แต่ต้องทำควบคู่การสร้างอ่างขนาดเล็กเป็นพื้นที่เก็บน้ำด้วย เพื่อลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในอนาคต เพียงแต่ว่า “ภาครัฐ” ไม่สนใจมัวมองเฉพาะโครงการใหญ่อย่างเช่นโครงการผันน้ำโขงแต่ด้วย “โครงการขนาดใหญ่” ใช้เงินลงทุนมหาศาลแถมมีความขัดแย้งเกิดแรงต้านสูง “โอกาสเกิดขึ้นได้ยาก” สังเกตจากโครงการนี้ศึกษามานานกลับไม่เป็นรูปธรรม ทำให้ปัญหาภัยแล้งไม่ได้รับแก้ไขสักที “ฤดูหนาวปีนี้คนไทยจะได้สัมผัสอากาศหนาวจริงๆตั้งแต่เดือน ธ.ค.2565-ก.พ.2566 คาดว่าอุณหภูมิจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2-3 องศาฯ นั่นก็หมายความว่าอากาศจะเย็นมากกว่าทุกปี สำหรับยอดดอย หรือเทือกเขาจะมีอากาศหนาวจัดจนมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นประชาชนต้องดูแลสุขภาพตนเองช่วงฤดูหนาวด้วย” รศ.ดร.เสรี ว่าประเด็นน่าห่วงกว่านั้นคือ “อากาศร้อน” ปัจจุบันนี้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาฯ ในรอบ 50 ปี แล้วอีก 50 ปีข้างหน้าอุณหภูมิโลก รวมถึงประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 องศาฯ ถ้าเทียบกับอุณหภูมิร่างกาย 37.5 องศาฯ เพียงแค่เพิ่มเป็น 38 องศาฯ ก็ไข้ขึ้นกันแล้ว แต่นี่เพิ่มขึ้น 4 องศาฯ นับเป็นเรื่องใหญ่สำคัญที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไปสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นกันอย่างกรณี “ปีนี้เกิดพายุซุปเปอร์ไต้ฝุ่น” ทั้งยังส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงจนปะการังฟอกขาว และน้ำทะเลสูงขึ้น 3.3 มม./ปี ในอนาคตกรุงเทพฯ ตั้งบนพื้นที่ดินต่ำอาจเกิดปัญหาน้ำท่วมเมืองก็ได้ดังนั้น “การปรับตัวกับความร้อนเป็นเรื่องใหญ่” เพราะการเพิ่มของอุณหภูมิโลกกำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต รวมถึงภาคการเกษตรกรรมจำเป็นต้องเปลี่ยนการเพาะปลูกเป็นเกษตรทนแล้ง เกษตรใช้น้ำน้อย เกษตรทนน้ำเค็ม เพื่อลดผลเสียต่อผลผลิตที่เกิดขึ้นจากภาวะอุณหภูมิที่สูงนั้นสาเหตุก็มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำพาโลกเผชิญจุดพลิกผันของวิกฤติสภาพภูมิอากาศนี้ ยิ่งกว่านั้น “ปัญหานี้ยังไร้หนทางออก” ด้วยมีประเด็นความเห็นแย้งกันในระหว่างประเทศกำลังพัฒนากล่าวอ้างว่า “อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาฯ” เกิดจากประเทศพัฒนาปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อ 50 ปีก่อนนั้นต้องรับผิดชอบคล้ายกับว่า “ประเทศพัฒนาเป็นคนก่อหนี้” จำเป็นต้องชดเชยหนี้นั้นก่อนค่อยมาพูดคุยความร่วมมือกันแต่ว่า “ประเทศร่ำรวย” กลับไม่ยอมรับมองว่า “ทุกประเทศ” ต้องมองอนาคตช่วยกันลดก๊าซเรือนกระจกนั้น แล้วเสนอการช่วยเหลือ “ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ” เพื่อนำไปทำแผนลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตอกย้ำก่อนนี้ “การประชุม COP21 ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส” เคยมีข้อตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ฉบับล่าสุดกำหนดมาตรการรักษาอุณหภูมิโลกที่เพิ่มไม่ให้เกิน 2 องศาฯ ใน 80 ปีข้างหน้า หรือ ค.ศ.2100 และพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาฯต่อมาล่าสุด “การประชุม COP27” ก็กำหนดแผนระยะสั้นดำเนินการไปก่อน 2 ข้อ คือข้อแรก...ภายในปี 2573 ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ข้อที่สอง...ในปี 2593 การปลดปล่อยต้องเป็นศูนย์ (Net Zero) ผลปรากฏว่า “แนวคิด 2 เงื่อนไขนั้นไม่ผ่านความเห็นชอบ” ด้วยปัจจุบันมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเพิ่มขึ้น 12% และ 54% จากปี 2553 และ 2543 ในทางกลับกันจะต้องทำให้ลดลง 7.6% และ 2.7% ต่อปี ระหว่างปี 2563-2573 ดังนั้นตัวเลขสวนทางกันจนไม่อาจลดการปล่อยลงได้แม้แต่ “ประเทศไทย” กำหนดให้ปี 2593 ก้าวไปสู่ Net Zero ก็ถูกเลื่อนเป็นปี 2608 ล่าช้าไป 15 ปี เช่นนี้ “คณะ IPCC” คาดว่าในระยะสั้น ภายใน 5 ปี อุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาฯ ส่งผลกระทบแบบแพร่หลายรวดเร็วรุนแรงไปทั่วโลก “ตามรหัสแดง” ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก อุทกภัย และระดับน้ำทะเลสูงขึ้นโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่าง “ประเทศไทย” สังเกตจากกรณีน้ำท่วมใหญ่ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปี 2565 ดังนั้นควรวางยุทธศาสตร์สร้างเกราะป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบความมั่นคงด้านอาหาร ด้านพลังงาน รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพราะด้วย “ประเทศไทย” ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก เหตุนี้แม้เรางดการปล่อยเพียงใดก็เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกไม่ได้ ดังนั้นควรสนใจความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศอย่างเช่น น้ำมามาก น้ำน้อย หรือภัยแล้งจะแก้ไขอย่างไร...ดีกว่าทุ่มงบประมาณเพื่อลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นแต่ด้วย “ประเทศไทย” มักหน้าบานใจใหญ่เวลากล่าวบนเวทีระดับโลก “ชอบประกาศนโยบายทำได้ทันที” เพราะด้วยเราอยู่บนทุนนิยมหากไม่ทำตามอาจต้องถูกกีดกันทางการค้าการส่งออกได้ “จนแผนรองรับรหัสแดงนี้ไม่ถูกดำเนินการใดๆ” ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติก็ต้องจ่ายเงินชดเชยปีละหลายหมื่นล้านบาทอยู่แบบนี้ย้ำทิ้งท้ายไว้นับแต่ปี 2566 อย่าใช้น้ำเพลินจนลืมว่าปี 2567–2569 “ประเทศไทย” จะเข้ารับอิทธิพลเอลนีโญส่งผลให้เกิดสภาวะฝนตกน้อยที่จะต้องเผชิญภัยแล้งหนักรุนแรงในรอบ 10 ปี.