ในจำนวน “ธรรมะ 9 ตา” ภาษาธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาส ตถตา มันเป็นเช่นนั้น สั้นๆจำง่าย มีคนใช้กันมาก อิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี...ยาวกว่า แต่ก็ดูจะรู้จักกันแล้วแพร่หลาย“ตา” รั้งท้าย รู้จักกันน้อยสักหน่อย ผมเดาว่า เป็น อตัมมยตาพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ (สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายไว้หลายความหมาย ภาวะที่ไม่เนื่องด้วยสิ่งนั้น ความไม่เกาะเกี่ยวกับมัน ความเป็นอิสระ ไม่ติดไม่ข้องไม่ค้างใจกับสิ่งใดๆไม่มีอะไรยึดถือผูกพันที่จะได้ จะมี จะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ ความปลอดพ้นปราศจากตัณหา (รวมทั้งมานะและทิฏฐิที่เนื่องกันอยู่)พระพุทธพจน์และคำอธิบาย อตัมมยตา ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจความประณีตแห่งธรรมที่ปัญญาอันรู้จำแนกแยกแยะจะมองเห็นความยิ่งความหย่อน และความเหมาะควรพอดี ถูกผิดขั้นตอนหรือไม่ ในการปฏิบัติโดยเฉพาะการปฏิบัติต่อการปฏิบัติของตนเช่น ท่านกล่าวว่า สำหรับอกุศลธรรม เราควรสลัดละ แต่สำหรับกุศลธรรมทั้งสามภูมิ เราควรมีอตัมมยตา (ความไม่ยึดติด)พระพุทธเจ้าตรัสแสดงสัปปุริสธรรม และอสัปปุริสธรรม ให้เห็นความแตกต่างระหว่างอสัตบุรุษ และสัตบุรุษว่า อสัตบุรุษถือเอาคุณสมบัติ การปฏิบัติ หรือความก้าวหน้าความสำเร็จในการปฏิบัติของตนเช่น ความมีชาติตระกูลสูง ลาภยศ ความเป็นพหูสูต ความเป็นธรรมกถึก การถือธุดงควัตร มีการอยู่ป่า อยู่โคนไม้ เป็นต้น จนถึงการได้ฌานสมาบัติมาเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่นส่วนสัตบุรุษ จะมีดีหรือก้าวไปให้สูงเท่าใด ก็ไม่ถือเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่นเช่นนั้นเรื่องนี้มีข้อพึงสังเกตที่สำคัญ ในระดับคุณสมบัติและการถือปฏิบัติทั่วไป สัตบุรุษกระทำปฏิปทาไว้ภายใน จึงไม่เอาคุณสมบัติใดๆมาเป็นเหตุให้ยกตน-ข่มผู้อื่นส่วนในความสำเร็จขั้นฌานสมาบัติ สัตบุรุษ กระทำอตัมมยตาไว้ภายใน จึงไม่ถือการได้ฌานสมาบัติมาเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่น (เหนือขั้นฌานสมาบัติ เป็นขั้นถึงความสิ้นอาสวะ) ซึ่งเป็นสัตบุรุษอย่างเดียว ไม่มีอสัตบุรุษจึงไม่มีความสำคัญมั่นหมายอะไร ที่จะเป็นเหตุให้ยกตนข่มใครอีกต่อไปคำอธิบายอตัมมยตาทั้งหมดที่ผมตั้งใจคัดลอกมา จากพจนานุกรมฉบับพระพุทธศาสตร์ เด็กวัดเก่าที่มีพื้นฐานทางธรรมอยู่บ้าง อ่านแล้วก็ยังต้องตั้งสติ ทำความเข้าใจหากอ่านลวกๆเร็วๆแทบจะไม่เข้าใจเอาเสียเลย เพราะเป็นคำของชาววัดเสียส่วนใหญ่แต่หากไปฟังจากปากท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านอธิบายด้วยภาษาพูดแบบบ้านๆ “อตัมมยตา” น่ะหรือ จำกันไว้ง่ายๆ มีความหมายว่า ไม่ว่าเรื่องดี ไม่ว่าเรื่องชั่ว จะมาไม้ไหน “กูไม่เอากับมึงแล้ว”ย่อให้สั้นเข้าไปอีก จำง่ายกว่า อตัมมยตา “กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย!”ผมเองพยายามตั้งใจฟังทุกความหมาย แต่ก็อย่างว่า ภาษาวัด ภาษาธรรม ยิ่งฟังยิ่งเบลอ อะไรแน่หว่า! แต่พอถึงความหมายสุดท้าย “กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย!” จำได้เลย ไม่เคยลืมอย่าเห็นเป็นคำหยาบคาย จงใจด่าประจานใคร...สิ่งที่กูไม่เอา...นั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านไม่ได้เจาะจง เจ้าพ่อเจ้าแม่ มาเฟียสั่งตาย คนไหน แต่ท่านตั้งใจ หมายถึงมานะ ทิฏฐิ กิเลส ตัณหาตัวป่วน ตัวยุ่ง ในทางธรรมนั้น อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล มานะ ทิฏฐิ กิเลส ตัณหา ในตัวตนเรานี่เอง.กิเลน ประลองเชิง