นับแต่มีเหตุ “คดีอดีตตำรวจติดยา จนถูกไล่ออกจากราชการ” เกิดความเครียดคลุ้มคลั่งควงมีดพร้า-อาวุธปืนไล่สังหารผู้บริสุทธิ์ 36 ศพ ใน จ.หนองบัวลำภู กลายเป็นชนวนเชื่อมโยงสะท้อนปัญหาของการแพร่ระบาดยาเสพติดในสังคมไทยหนักรุนแรงอยู่ขณะนี้กระทั่งสั่นสะเทือนถึง “รัฐบาล” ต้องประกาศทำสงครามยาเสพติดให้เป็นวาระแห่งชาติ “สั่งทุกหน่วยงานของรัฐ” เดินเครื่องลุยป้องกันปราบปราม จับกุม ดำเนินคดีผู้ทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต นำเข้า นำผ่าน ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดและสารตั้งต้นอย่างจริงจัง พร้อมยึดทรัพย์ที่ได้จากการทำผิดแบบไม่ไว้หน้า ไม่เท่านั้นยังทบทวนหลักเกณฑ์ “การเสนอขอรับพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด” ที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน และประสานขอความช่วยเหลือจาก “ประเทศเพื่อนบ้าน” กำจัดแหล่งผลิตยาเสพติด ทั้งเร่งจัดระเบียบตรวจแถวลงโทษข้าราชการ พนักงานรัฐ ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาดสะดุ้งถึงฝ่ายปกครอง ความมั่นคง ตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. และสาธารณสุข รีบรับสนองนโยบายขีดเส้นตายวันที่ 31 ต.ค.2565 ต้องมีข้อมูลผู้เสพ-ผู้ค้าทั่วประเทศ เพื่อนำมาใช้วางแผนการแก้ไขปัญหาร่วมกับภาคีเครือข่ายนี้ ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา บอกว่าประเทศไทยยังเผชิญ “ปัญหายาเสพติด” อย่างหนักหน่วงโดยเฉพาะยาบ้า เฮโรอีน และยาไอซ์ ที่มีแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้านถูกลักลอบเข้ามาจากภาคเหนือลำเลียงผ่านในไทยลงภาคใต้ขนย้ายไปต่อในประเทศที่ 3 ทำให้ยาเสพติดบางส่วนเช่น “ยาบ้า” ที่ราคาไม่แพงมากถูกนำมาใช้ในกลุ่มวัยรุ่นไทยนิยมกันแพร่หลายอยู่ทุกวันนี้ทำให้ผู้เสพพยายามหาไว้ในครอบครองครั้งละมากๆ จะได้ไม่ต้องซื้อ บ่อยๆ กลายเป็นเข้าข่ายต้องถูกดำเนินคดีมียาเสพติดครอบครองเพื่อจำหน่ายอันมีโทษจำคุก ดังนั้นผู้ต้องหาเข้าสู่เรือนจำนั้นเป็นผู้ค้ารายเล็ก หรือคนทำผิดพลาดมีโทษ 3-4 ปีก็พ้นโทษถูกปล่อยตัวแล้วไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมได้ปกติจนต้องกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ผลตามมาคือ “มีแนวโน้มก่อคดีรุนแรงขึ้น” เพราะตามงานวิจัยผู้ก่อเหตุ คดีใหญ่ๆล้วนเคยก่อคดียาเสพติดเล็กน้อยซ้ำซากเข้ามาในเรือนจำมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป จำแนกได้ 6 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1.ผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดรายย่อยครั้งแรก เพราะเพื่อน ครอบครัว สิ่งแวดล้อม และไม่มีงานต้องหันมายุ่งเกี่ยวยาเสพติดอีกกลุ่มที่ 2.ผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายย่อย คดีลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ทำผิดซ้ำซากหลายครั้ง มักไม่มีงานแล้วคนรอบข้างก็ไม่ยอมรับ กลุ่มที่ 3.ผู้ต้องขังทำผิดซ้ำคดีรุนแรง เช่น ฆ่า ทำร้าย ทางเพศ จากอาการหลอนยา เมายา หรือเมาเหล้า ส่วนใหญ่มีประวัติทำผิดในคดีเล็กน้อยมาก่อนแล้วเข้ามาในเรือนจำหลายครั้งปล่อยตัวก็ก่อคดีรุนแรงขึ้นทว่าผู้ต้องขังที่กระทำผิดซ้ำกลุ่มนี้จะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเภทคดียาเสพติดรายย่อย คดีลักทรัพย์ เป็นผู้กระทำผิดซ้ำบ่อยจำนวนมาก ต้องเข้ารับอบรมในโปรแกรมป้องกันการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังมิให้ก่อคดีอาชญากรรมรุนแรง อันเป็นโปรแกรมได้วิจัยพัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะกล่าวคือ “กระบวนการหล่อหลอมขัดเกลาผู้ต้องขังในเรือนจำ” เริ่มจากการรับตัว จำแนกลักษณะ การอบรม การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการดูแลหลังปล่อย เพื่อพัฒนาจิตใจเตรียมพร้อมในการกลับสู่สังคม ทั้งด้านของอาชีพและจิตใจ เมื่อพ้นโทษก็จะมีชุมชนและเครือข่ายเข้ามาดูแลรับเข้าไปทำงานทันที ประการถัดมาคือ กลุ่มที่ 4.ผู้ต้องขังที่ทำผิดซ้ำเพราะความผิดปกติทางจิตเป็นอาชญากรต่อเนื่อง แต่ไม่แสดงออกให้ปรากฏแน่ชัด กลุ่มที่ 5.ผู้ต้องขังทำผิดซ้ำ เพราะก้าวร้าว หัวร้อน นักเลง หรือติดเซ็กซ์ และกลุ่ม 6.ผู้ต้องขังที่ทำผิดซ้ำ เพราะวังวนเดิมๆกับเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำกลุ่มที่ 4, 5 และ 6 นี้ “แก้ไขได้ยาก ยังไม่พร้อม สุกงอมพอที่จะได้รับการแก้ไข” เช่นนี้ก็ควรใช้มาตรการทางทัณฑวิทยาควบคู่ไปกับการแก้ไข ด้วยการควบคุมตัวผู้ต้องขังกลุ่มนี้ไว้ เพื่อกันออกจากสังคมให้นานสักระยะหนึ่งจนกว่าศักยภาพในการประกอบอาชญากรรมจะลดน้อยลงพร้อมที่จะกลับสู่สังคมย้อนกลับมาสำหรับ “กลุ่มผู้ต้องขังคดียาเสพติด” ส่วนใหญ่เสพยามานานจนกระทบต่อระบบสมองและอารมณ์ผิดปกติ แล้วในระหว่างอยู่ในเรือนจำมักกระทำผิดวินัย จนไม่มีใครกล้ารับรองส่งออกไปทำงานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เกรงก่อความเสียหายขึ้น ทำให้ไม่มีโอกาสได้พักโทษ หรือลดวันต้องโทษจำคุกได้ยิ่งกว่านั้นมัก “ปฏิเสธการเข้าร่วมบำบัดโปรแกรมอื่นๆ” เมื่อพ้นโทษก็มีโอกาสกระทำผิดซ้ำสูง แล้ว “เรือนจำ” มักเลือกไม่ทำอะไรกับผู้ต้องขังกลุ่มนี้ แต่กลับมุ่งสนับสนุนผู้ต้องขังชั้นดีที่มีครอบครัว มีงาน มีสภาพแวดล้อมรองรับ จัดเป็น Type I error โดยไม่ต้องทำอะไร หรือให้อะไรแก่กลุ่มชั้นดี เขาก็ไม่ไปกระทำผิดซ้ำอยู่แล้วขณะที่ “กลุ่มผู้ต้องขังไม่ดี” โดยเฉพาะคดียาเสพติดมักมีโอกาสสร้างปัญหาต่อสังคมกลับถูกละเลย Type II error ทำให้การลงทุนทั้งทรัพยากรของเรือนจำ เวลา คน และงบประมาณถูกใช้ไปกับผู้ต้องขังชั้นดีจนละเลยที่จะทุ่มเทแก้ไขผู้ต้องขังกลุ่มไม่ดี เพราะเรือนจำเน้นที่ output มากกว่า outcome “ตอนนี้กลายเป็นว่าเรือนจำกำลังบำบัดผู้ต้องขังมีความประพฤติดี อันเป็นบุคคลพร้อมกลับสู่สังคมโดยไม่ต้องทำอะไรเมื่อถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำก็ไม่หวนไปทำผิดซ้ำอยู่แล้ว แต่ส่วนผู้ต้องขังไม่สมัครใจรับการบำบัดนี้คือคนที่จะออกไปก่อเหตุซ้ำ ทำให้สังคมเกิดปัญหาการระบาดยาเสพติดอย่างทุกวันนี้” ดร.นัทธีว่าตอกย้ำหากต้องการหยุดยั้งปัญหา “ผู้ต้องขังคดีทำผิดซ้ำ หรือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเล็กๆน้อยๆ” เมื่อออกจากเรือนจำไปก่อเหตุคดีใหญ่รุนแรงกว่าเดิมสามารถป้องกันได้ 2 กรณี คือ กรณีแรก...ต้องคุมขังบุคคลเหล่านี้ให้อยู่ในเรือนจำนานๆ โดยเฉพาะคดีความผิดเล็กน้อยแต่กระทำผิดซ้ำซากบ่อยครั้งเพื่อให้ได้มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการบำบัดขัดเกลาผู้ต้องขังในเรือนจำได้เต็มที่ ในการเตรียมความพร้อมกลับสู่สังคม ทั้งส่วนของอาชีพ และจิตใจ กรณี ที่สอง...ต้องมีโครงการบำบัดรองรับเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคัดผู้ต้องขังส่งออกไปทำงานแบบเช้าเย็นกลับในโรงงานอุตสาหกรรมภายนอกเรือนจำอันจะได้ฝึกวิชาอาชีพและได้ค่าจ้างในระหว่างถูกคุมขัง ทั้งยังมีโอกาสทำงานต่อเนื่องหลังพ้นโทษอีกด้วย แต่อาจต้องมีการคัดเลือกผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี มีความรู้ทักษะที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา อย่างเช่นการหลบหนี การไปยุ่งกับยาเสพติด หรือมีปัญหาในการทำงานในโรงงานนั้น ประเด็นถัดมา “นับแต่ตรา พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545” บังคับใช้กำหนดให้ผู้มียาเสพติดไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ เช่น ยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด “เป็นผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย” ที่ต้องได้รับการรักษาบำบัดฟื้นฟูอย่างถูกต้องเหมาะสม “แทนการลงโทษทางอาญา” ดังนั้นทำให้ผู้เสพถูกแยกออกจากเรือนจำจำนวนมากปัญหาคือ “สถานที่บำบัดมีน้อยไม่เพียงพอรองรับจำนวนผู้เสพที่เพิ่มขึ้น” ทำให้ต้องปล่อยกลับไปบำบัดที่บ้านจนมีคนพูดกันว่า “ตำรวจจับคุมประพฤติปล่อย” กล่าวคือเป็นการคุมความประพฤติแบบรายงานตัวเป็นช่วงๆ กลายเป็นผลักผู้เสพออกจากเรือนจำกลับไม่มีที่บำบัด ทำให้เลิกยาไม่ได้วนเวียนอยู่กับยาเสพติดเช่นเดิมดังนั้นถ้าต้องการแก้ปัญหายาเสพติด “ภาครัฐ” ต้องจัดการปัญหาสถานบำบัดผู้เสพยาให้เพียงพอจริงจังแม้ว่า “สิ่งนั้นลงทุนเสียงบประมาณไปอาจจะได้ผลไม่ตรงตามเป้า” แต่จำเป็นต้องทำเพื่อคัดกรองแยกคดีเล็กน้อยออกจากผู้ค้ายารายใหญ่ อันเป็นการผลักผู้เสพออกไปบำบัดนอกเรือนจำไม่ให้อยู่ปะปนกับผู้ค้ายาเสพติดขอย้ำว่า “ผู้ค้ายาเสพติด” มักไม่กลัวการติดคุก “แต่กลัวถูกยึดทรัพย์” ถ้านำมาตรการนี้มาใช้ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดจะช่วยยับยั้งคนคิดหันมาสร้างรายได้ด้วยการขายยาแน่นอน.