ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อย กับการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 แม้จะมีดราม่าเล็กๆกับภาพเจ้าหน้าที่ทางการจีน อุ้ม “หู จิ่นเทา” อดีตประธานาธิบดีออกจากห้องประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางสมาชิกที่ร่วมประชุมอยู่กว่า 2,300 คนจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้ชวนสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะสื่อทางการจีนรายงานไปทางหนึ่ง อ้างว่าอดีตประธานาธิบดี “หู จิ่นเทา” มีอาการป่วยด้านสื่อที่อยู่นอกประเทศจีน จับสังเกตปฏิกิริยาที่ผิดปกติ และสันนิษฐานไปอีกทางแต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขึ้นครองอำนาจเป็นสมัยที่ 3หลังที่ประชุมมีมติรับรองสถานะสำคัญของ “สี จิ้นผิง” ในคณะกรรมการกลางบริหารพรรค เพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนเป็น ประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ในวัย 69 ปี ฉากไฮไลต์สำคัญ คือที่ประชุม คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่ได้รับเลือกขึ้นมาใหม่จำนวน 200 คน นอกจากจะลงมติให้ “สี จิ้นผิง” เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 3 แล้วยังมีการแต่งตั้ง 7 คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง (กลุ่มโปลิตบูโร) และวางตัวบุคคลขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่ตามรายงานของสื่อต่างประเทศระบุว่าเป็น “หลี่ เฉียง” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ จะขึ้นเป็นนายกฯคนใหม่ ถือเป็นกรรมการสูงสุดของคณะกรรมการกรมการเมือง แทนที่ “หลี่ เค่อเฉียง”กลุ่มโปลิตบูโรใหม่ ถูกมองว่าเป็นเกมกระชับอำนาจ เพราะล้วนเป็นบุคคลใกล้ชิดที่ “สี จิ้นผิง” ไว้วางใจคนแรก “หลี่ เฉียง” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ ที่ถูกวางตัวให้ดูแลระบบเศรษฐกิจของจีน ในนามนายกฯคนใหม่ ผู้นำหมายเลขสองรองจาก “ประธานสี”เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานสมัยที่ “สี” เป็นหัวหน้ามณฑลเจ้อเจียง มาถูกวิจารณ์หนักสมัยควบคุมโควิด เกิดปัญหาวิกฤติอาหารของคนนับสิบล้านคนในมหานครเซี่ยงไฮ้จึงถูกมองว่าเป็นการยึดเอาความภักดี มาก่อนความสามารถในการบริหารคนต่อมา “จ้าว เล่อจี้” หัวหอกปราบปรามการทุจริต ที่คอยกวาดล้างคู่แข่งทางการเมืองของ “สี” ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา“หวัง ฮู่หนิง” อดีตคณบดีมหาวิทยาลัยฟูตัน ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของพรรค สร้างคติพจน์ที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้นำมาแล้ว 3 คน“ไช่ ฉี” มีความรุ่งโรจน์ภายใต้อำนาจนำของ “สี” ได้เป็นสมาชิกโปลิตบูโรโดยไม่ได้มาจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน นับเป็นการเข้าสู่สมาชิกโปลิตบูโรที่รวดเร็วและหาได้ยาก“ติง เซวียเสียง” ด้วยบุคลิกเป็นคนเงียบๆ จึงถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่น่าไว้ใจสำหรับ “สี”และคนสุดท้าย “หลี่ ซี” ที่รู้จักกับ “สี” มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980ทั่วโลกให้ความสำคัญและจับตา การนำพาประเทศจีนในยุคที่ 3 ของ “สี จิ้นผิง” กับถ้อยสุนทรพจน์ที่ว่า “จีนไม่สามารถพัฒนาได้หากปราศจากโลก และโลกก็ต้องการจีนเช่นกัน”ท่ามกลางภาวะตึงเครียดของการเมือง–เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะกับไทย ที่กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปก ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย.นี้ที่หนีไม่พ้นกับการเผชิญหน้ากันของชาติมหาอำนาจโลก.เพลิงสุริยะ