กลายเป็นอุณหภูมิร้อนการเมืองในห้วงปลายฝนต้นหนาว กระบวนการยุติธรรม มาตรวัดไม้บรรทัด ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังชี้ชะตาทิศทางการเมืองไทยจากผลวินิจฉัยประเด็นเงื่อนระยะเวลา 8 ปี บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ มีส่วนร่วมพิจารณาความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 รู้สึกเป็นกังวลกับ “เกมปั่นป่วน” แปลเจตนารมณ์ของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดถึงความมุ่งหมายไว้ชัดเจนอยู่แล้วหากมีการ “บิดพลิ้ว” ไม่ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจะเกิด “ริ้วรอยตำหนิ” ของเสาหลักประชาธิปไตย“เนติบริกร” ตลอดจน “คณะศรีธนญชัย” ที่พยายามบิดเบือนรัฐธรรมนูญ ขอให้ใช้ดุลพินิจระวังด้วยว่า ย่อมเป็นการกระทำความผิด อาจถึงถูกดำเนินคดีอาญาในการปฏิบัติหน้าที่มิชอบอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 5 ที่ระบุไว้ก่อนหน้าชัดเจน“รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้”ขณะเดียวกันน่าจะหลีกหนีไม่พ้นการลงโทษจากสังคมหากเคยเป็นครูบาอาจารย์จะต้องโดน “ฉีกตำรา” ที่มีชื่อนามสกุลตัวเองทิ้ง ถูกสาปแช่งไปชั่วนิรันดร์เหมือนที่ ขงจื๊อ นักปราชญ์ของชาวจีนกล่าวไว้เมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้วว่า “ประเทศใดที่ความยุติธรรมหลายมาตรฐาน ประเทศนั้นจะไม่มีความสงบสุข”มีแต่ “กลียุค” เกิดขึ้น.สหบาท