ไทยกับอังกฤษมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน ทั้งสองประเทศเป็นราชอาณาจักร การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีสัมพันธไมตรีต่อกันมายาวนาน ไทยได้แบบอย่างการปกครองระบบรัฐสภา มาจากอังกฤษ แต่กลายเป็นประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลาน จึงควรดูการเมืองอังกฤษเป็นแบบอย่างต่อไปผลการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ได้สุภาพสตรีเป็นคนที่ 3 ได้แก่ นางลิซ ทรัสส์ อายุ 47 ปี เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่เฉือนเอาชนะนายริชี ซูแน็ก อดีตรัฐมนตรีคลัง จากพรรค อนุรักษ์ทั้งสองคน วิธีการเลือกนายกฯ เริ่มต้นด้วยการให้ ส.ส.ของพรรคออกเสียง 4 ครั้ง นางทรัสส์ เป็นที่ 3 เพิ่งจะแซงขึ้นมาเป็นที่ 2 ในรอบที่ 5การเลือกนายกฯครั้งนี้ มีผู้เข้าชิงถึง 8 คน ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีหรืออดีตรัฐมนตรี ที่ยกพวกลาออกเพื่อกดดันนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ให้ลาออก เพราะถือว่าประพฤติผิดร้ายแรง นั่นก็คือจัดปาร์ตี้ฉลองในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลสั่งห้ามประชาชนมั่วสุม แต่ฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ เพราะเป็นเสียงข้างน้อยพรรครัฐบาลจึงต้องโค่นนายกฯเสียเอง เริ่มด้วยการลงมติของ ส.ส.พรรค และตัดสินด้วยเสียงสมาชิกพรรค ราว 160,000 คน ในการออกเสียงรอบสุดท้าย ผลของการกดดันของบรรดารัฐมนตรี รวมทั้ง ส.ส.และสมาชิกพรรคทำให้นายจอห์นสันประกาศจะลาออก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ฐานจัดปาร์ตี้ในทำเนียบรัฐบาลส่วนในประเทศไทย แม้จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายสูงสุด แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังเฉย เหตุที่ระบบรัฐสภาเคยล้มเหลว ทั้งที่ลอกแบบมาจากต้นตำรับ เพราะลอกแบบมาเฉพาะตัวอักษร ไม่ได้เอาจิตวิญญาณของระบบรัฐสภามาด้วย ตามระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. และเป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากในสภาแต่ระบบรัฐสภาไทย นายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส. ไม่ต้องเป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมาก เพราะวิธีการเลือกตั้งของไทย ไม่มีทางจะได้พรรคเสียงข้างมาก ที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือรัฐบาลผสมน้อยพรรค เพื่อให้เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่การเลือกตั้งแบบไทย ทำให้มี 26 พรรค ต้องตั้งรัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรคกลายเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่สามารถบริหารประเทศตามนโยบายที่สัญญา เป็นระบบ “นายกฯขาลอย” เพราะไม่ได้เป็นแม้แต่สมาชิกพรรคใดๆ จึงไม่อาจคุมเสียงในสภา ต้องคอยนั่งพะวงสภาจะล่มเมื่อไหร่ ร่างกฎหมายสำคัญจะถูกคว่ำหรือไม่ และนายกฯจะถูกแทงข้างหลัง ด้วยการลงมติไม่ไว้วางใจของ ส.ส.รัฐบาลเมื่อไหร่.