ไฟใต้ร้อนระอุต่อเนื่องคราวนี้ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” ก่อเหตุวินาศกรรมลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พร้อมกัน 18 จุด เป้าหมายเป็นร้านสะดวกซื้อ 16 แห่ง ปั๊มน้ำมัน 1 แห่ง เสาส่งสัญญาณ 1 แห่ง สร้างความหวาดกลัวตกใจให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมากเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 7 ราย และมีผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอกที่ อ.สุไหงโก-ลก 1 ราย แล้วไม่นานก็มีรายงาน “บีอาร์เอ็น” ออกมายอมรับ ผ่านโซเชียลมีเดียว่า เป็นผู้สั่งการให้แนวร่วมในพื้นที่ทำการก่อเหตุวางเพลิง วางระเบิดร้านสะดวกซื้อทั้งหมด สาเหตุการโจมตีเพื่อทำลายอำนาจทุนนิยมที่ทำลายเศรษฐกิจของชุมชนทำให้ร้านค้าชุมชนมากมายต้องปิดตัวลง และเบียดเบียนผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องปิดตัวเช่นกัน อดีต จนท.ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงในพื้นที่ 3 จชต. บอกว่า ความรุนแรงครั้งนี้เป็นการก่อเหตุตามวงรอบการเคลื่อนไหวของบีอาร์เอ็นปกติที่ใช้แนวร่วม “อาร์เคเค” ก่อความรุนแรงอยู่เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับจังหวะความพร้อมแต่ละพื้นที่นั้นเพื่อรักษาความรุนแรงหล่อเลี้ยงสถานการณ์สนับสนุนยุทธศาสตร์สงครามประชาชน ลักษณะการก่อเหตุก็ยังเป็นรูปแบบเดิม “ด้วยการจัดกำลังรบ” หากเปลี่ยนยุทธวิธีต้องปรับโครงสร้างใหม่ใช้เวลาเป็น 10 ปี พูดง่ายๆ ก็คือ “โละคนเก่าเปลี่ยนคนใหม่” แต่ว่าบีอาร์เอ็นยังไม่ปรับเพียงเปลี่ยนเทคนิควิธีปฏิบัติการเท่านั้น ถัดมาตามที่เคยพูดคุยกับ “แนวร่วมอาร์เคเค” ให้ข้อมูลโครงสร้างรูปแบบระยะเวลาการก่อความไม่สงบไว้คร่าวๆ “บีอาร์เอ็นคือ ระดับนโยบาย” เป็นผู้วางกรอบยุทธศาสตร์เป้าหมายการก่อเหตุนั้นเพื่อสิ่งใด แล้วจะมีคำสั่งให้แนวร่วมปฏิบัติการทางทหารในแต่ละเขตรับผิดชอบ 2-3 ครั้งต่อเดือนแต่หากครบวงรอบ 6 เดือน มักต้องยกระดับการก่อเหตุพร้อมกันหลายจุด อันเป็นกรอบแบบแผนยุทธวิธีปกติส่งผ่านลงมายัง “ระดับปฏิบัติการแนวร่วมอาร์เคเค” ที่ได้รับการฝึกร่างกาย ยุทธวิธี และปลูกฝังอุดมการณ์กระจายออกทำงานตามสายการบังคับบัญชาของกองกำลังระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอทว่าในปัจจุบัน “ผู้ปฏิบัติการ” เมื่อมีคำสั่งจะเลือกเป้าหมายที่มีระดับความอ่อนแอหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับ “เจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้เกิดการปะทะต่อสู้ ป้องกันการสูญเสียของฝ่ายอาร์เคเค” ในส่วนยุทธวิธีทางทหารนี้ “เป้าหมาย” ถูกแบ่งเป็นเป้าหมายเข้มแข็งคือ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอาวุธพร้อมต่อสู้ได้ตลอด เป้าหมายอ่อนแอมักเป็นคนไม่มีโอกาสต่อสู้ได้ และเป้าหมายไม่มีชีวิตอย่างเช่น อาคาร บ้านเรือน เสาไฟฟ้า ดังนั้น “อาร์เคเค” จึงเลือกก่อเหตุวางเพลิงเผาร้านสะดวกซื้อ เสาไฟฟ้า ปั๊มน้ำมัน เพราะสามารถทำได้ง่ายกว่าการวางเพลิงเผาตู้เอทีเอ็มหน้าธนาคารที่มี รปภ.คอยดูแลอยู่ตลอด ทำให้มีโอกาสเกิดเหตุยิงปะทะกันตามมาได้ประเด็นเป้าหมาย “ก่อเหตุพร้อมกัน 18 จุดใน 3 จชต.” ตามประสบการณ์ที่เคยทำงานในพื้นที่เชื่อว่า “เป็นปฏิบัติการตามวงรอบปกติ” เพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่า “ขบวนการบีอาร์เอ็น” ยังคงมีกำลังทหารครอบคลุมกระจายเต็มพื้นที่ใน 3 จชต.อยู่เช่นเดิม แล้วพร้อมที่จะออกมาปฏิบัติการก่อเหตุได้ทุกเมื่อทุกเวลาแล้วสิ่งสำคัญ “อาร์เคเคแต่ละพื้นที่ออกหาข่าวเป้าหมายทุกวัน” ด้วยการเกาะตามความเคลื่อนไหวตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพื่อรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์ให้เหมาะต่อการก่อเหตุได้ในช่วงวันเวลาใดเหตุนี้ทำให้ฝ่ายก่อความไม่สงบมีข้อมูลเพียบพร้อมสามารถลงมือได้ตลอดเวลา ฉะนั้น การก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดวันเดียวกันใน 3 จชต. จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขาด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นเชื่อว่า “การก่อความรุนแรงครั้งนี้ไม่ครบทุกจุด” ที่น่าจะมีเป้าหมายเตรียมไว้ไม่ต่ำกว่า 30-40 จุด หรืออย่างน้อยจังหวัดละ 10 จุด แต่อาจมีปัญหาอุปสรรคสำคัญจนไม่อาจกระทำการได้ตามข้อมูลเคยได้จากระดับหัวหน้าอาร์เคเคอธิบายไว้ว่า “โครงสร้างฝ่ายปฏิบัติการใน 1 จังหวัด” ถูกแบ่งเขตรับผิดชอบ 60 ชุด แต่ละชุดรับผิดชอบ 1-2 ตำบล หากรวมทั้งพื้นที่ 3 จชต.จะมีจำนวน 180 ชุดฉะนั้น จุดใดก่อเหตุไม่ได้อาจเพราะ “อาร์เคเคจุดนั้นไม่มีหรือกำลังมีความอ่อนแอ” ส่วนกรณีระบุการก่อเหตุทำลายอำนาจทุนนิยมที่ทำลายเศรษฐกิจชุมชนนั้นเป็นเพียงข้ออ้างหลอกลวงจาก “ฝ่ายบริหารบีอาร์เอ็น” เพื่อจูงใจให้ฝ่ายปฏิบัติมีความรู้สึกฮึกเหิมกระทำการก่อเหตุไปนั้นเป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรมแล้วส่วนกรณีคลิปวิดีโอ “คนร้ายไล่พนักงานร้านสะดวกซื้อออกก่อนก่อเหตุโดยไม่ทำร้าย” เพราะด้วยพนักงานเป็นคนมลายูมุสลิมไม่ใช่เป้าหมายมักไม่ถูกทำร้ายอยู่แล้ว “ยกเว้นไทยพุทธมีโอกาสเสี่ยงสูง” ซึ่งข้อมูลพวกนี้ “คนร้าย” ทราบดีว่าใครเป็นใครเผลอๆภรรยาทำงานอยู่ในร้านนั้นด้วยซ้ำ? ปัจจัยการแก้ปัญหามีอยู่ว่า “จนท.รัฐแต่ละหน่วยงาน” ขาดการบูรณาการเชิงรุกร่วมกัน “ต่างคนต่างทำ” กลายเป็นเดินตามหลังผู้ก่อความไม่สงบเสมอ “การข่าวก็รู้เมื่อเกิดเหตุ” จึงไม่อาจสกัดคนร้ายก่อนลงมือได้สาเหตุเพราะ “คนร้ายลับลวงพรางปิดบังตัวตน” หากไม่กระทำความผิดแล้ว “จนท.รัฐ” แทบจะไม่มีข้อมูลผู้ร่วมขบวนการบีอาร์เอ็น และอาร์เคเคเลยด้วยซ้ำ หรือบางคนอาจรู้สงสัยแต่ไม่ทราบว่า “เขาทำในตำแหน่งใด” โดยเฉพาะกลุ่มทำงานทางความคิดสร้างมวลชน และกลุ่มผู้นำทางจิตวิญญาณทำหน้าที่สนับสนุนอยู่หลังบ้านไม่เคยออกมาร่วมก่อเหตุ “ทำให้ขาดหลักฐาน” ดังนั้น แม้การเชิญตัวมาสอบถามข้อมูลก็ไม่อาจทำได้ “ด้วยฝ่ายไทยใช้กฎหมายปกติ” ต้องมีหลักฐานชัดเจนก่อนแล้วค่อยดำเนินคดีได้หนำซ้ำแม้มี “กฎอัยการศึก–พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” อันเป็นเครื่องมือพิเศษในการสืบสวนติดตามคนร้ายแต่ถูกใช้ไม่เกิดประโยชน์ เช่น นำผู้ต้องสงสัยมาแล้วพยานหลักฐานกลับไม่พร้อม สุดท้ายต้องปล่อยตัวกลายเป็นว่า “ชาวบ้านและเอ็นจีโอ” พากันออกมาโวยวายกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายพิเศษกลั่นแกล้งโดยมิชอบอีกดังนั้น “ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จชต.” ควรต้องเป็นบุคคลอยู่ในภาคปฏิบัติจริง “มิใช่นั่งอยู่แต่ส่วนกลาง” เพื่อให้เข้าใจเข้าถึงวิถีชีวิตทั้งคนมลายูมุสลิมที่ไม่ได้ร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน รวมถึงเยาวชน หรือผู้ร่วมขบวนการที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ “ถูกปลุกปั่นอุดมการณ์ให้หลงผิด” กลายเป็นเครื่องมือทำงานให้พรรคบีอาร์เอ็น ประการถัดมา “เวทีเจรจาสันติภาพสู่ความสงบชายแดนภาคใต้” เรื่องนี้ดำเนินการผ่านมาหลายปีแล้ว แต่กระบวนการพูดคุยสันติสุขคงเดินย่ำอยู่กับที่ เพราะ “รัฐบาลไทย” มิใช่ผู้กำหนดเป็นเพียงผู้เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอเท่านั้น แต่ฝ่ายกำหนดนั้นคือ “บีอาร์เอ็น” สามารถกดปุ่มให้สถานการณ์ดีหรือแย่ลงกว่าเดิมก็ได้มุมมองส่วนตัวแล้วหาก “การเจรจาไม่มีความคืบหน้า” ก็ควรมีกลยุทธ์ให้เกิดการเจรจาที่เข้มข้นมากขึ้นไปกว่าเดิม โดยต้องไม่ใช้หลัก “การเจรจาแบบระบบราชการไทย” ที่มักมีแต่จะเสมอตัวไม่มีวันจบลงสักทีสุดท้ายนี้เคยพูดคุยกับ “อดีตผู้ร่วมขบวนการบีอาร์เอ็น” บอกไว้ว่าเมื่อใดถ้าได้รับเอกราชในพื้นที่ 3 จชต.“คนมลายูไม่ต่ำกว่าแสนจะอพยพหนี” เพราะคนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดนสังเกตในช่วง 4-5 ปีมานี้ คนจำนวนไม่น้อยพากันหนีความลำบากจากปัญหาความไม่สงบออกมาทำงานในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาสำหรับ “ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ” ทำให้มีกำลังคนร่อยหรอลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะฝ่ายปฏิบัติการทางทหาร “ขาดแคลนผู้มาแทนคนเก่า” ที่ไม่ว่าจะถูกจับกุมดำเนินคดี หลบหนีหมายจับ ถอนตัวออกจากขบวนการถาวร หรือสูญเสียจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐไปเป็นจำนวนมากแล้วด้วย “เด็กสมัยใหม่” ได้รับข่าวสารเปิดกว้างมากขึ้นจนนำมาซึ่ง “เด็กหลายคนตัดสินใจไม่ยอมเข้าเป็นแนวร่วม” เพราะไม่อยากทำผิดกฎหมายจนต้องหนีคดีอยู่ลำบากคอยแต่หลบๆซ่อนๆไปตลอดฉะนั้น เวลานี้ “การแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จชต.” ใกล้ความสำเร็จเต็มทีเพียงแต่ “ภาครัฐ” ต้องจัดหาผู้มีความรู้ความสามารถ และมีจิตวิญญาณมุ่งมั่นทำงานในพื้นที่จริงจัง.